ค้นหาในบอร์ด :

เว็บบอร์ดพระเครื่องสยามมงคล

หาพระเครื่อง วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง ได้ที่ เว็บไซต์ : www.siammongkol.com

หมวดหมู่/ประเภทพระเครื่อง วัตถุมงคล และเครื่องรางของขลังของเราทั้งหมด

  หมวด/ประเภท-พระกรุ  หมวด/ประเภท-พระสมเด็จ  หมวด/ประเภท-พระเนื้อดิน/ผง/ว่าน
  หมวด/ประเภท-พระขุนแผน  หมวด/ประเภท-พระปิดตา  หมวด/ประเภท-พระเหรียญ
  หมวด/ประเภท-พระกริ่ง-รูปหล่อ-รูปเหมือน  หมวด/ประเภท-พระบูชา  หมวด/ประเภท-เครื่องรางของขลัง
  หมวด/ประเภท-หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม  หมวด/ประเภท-หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด
  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อเกษม เขมโก
  หมวด/ประเภท-พระชุดพิเศษ  หมวด/ประเภท-ท้าวจตุคามรามเทพ  หมวด/ประเภท-พระเก่าพระดี(ที่แนะนำ)
  หมวด/ประเภท-เหรียญเก่าเหรียญดี(ที่แนะนำ)  หมวด/ประเภท-เครื่องประดับ ของสะสม  หมวด/ประเภท-หลวงปู่หงษ์ วัดเพชรบุรี
  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม  หมวด/ประเภท-หลวงปู่ครูบาแก้ว กมฺมสุทโธ  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค
  หมวด/ประเภท-หลวงปู่ชื่น วัดตาอี จ.บุรีรัมย์  หมวด/ประเภท-หลวงปู่ศวัส ศิริมงฺคโล  หมวด/ประเภท-เครื่องรางมหาเสน่ห์
  หมวด/ประเภท-ตะกรุดดีๆที่แนะนำ  หมวด/ประเภท-ล็อคเก็ต รูปถ่าย ผ้ายันต์  หมวด/ประเภท-กุมารทอง
  หมวด/ประเภท-โบชัวร์ แคทตาล็อกวัตถุมงคล  หมวด/ประเภท-พระสายกรรมฐาน  หมวด/ประเภท-พระรัชกาล เหรียญที่ระลึก
  หมวด/ประเภท-วัตถุมงคลเสริมดวงชะตา  หมวด/ประเภท-ฤาษี พ่อแก่ ปู่แก่  หมวด/ประเภท-เครื่องรางเสริมดวงค้าขาย ร่ำรวย
  หมวด/ประเภท-องค์เทพ พรหม เทวบูชา  หมวด/ประเภท-ครูบาเดช กิตติญาโณ จ.ลำปาง  หมวด/ประเภท-แร่เหล็กไหล - ธาตุกายสิทธิ์
  หมวด/ประเภท-วัตถุมงคลที่แนะนำให้บูชา  หมวด/ประเภท-เครื่องรางจีน  หมวด/ประเภท-อาจารย์สมราชฐ์
  หมวด/ประเภท-วัตถุมงคลหินพระธาตุเขาสามร้อยยอด  หมวด/ประเภท-อาจารย์สรายุทธ สำนักติคณาโณ
หน้า: [1] 2 3 ... 10
 1 
 เมื่อ: 03 ธันวาคม 2016, 09:14:42 AM 
เริ่มโดย siammongkol amulet - กระทู้ล่าสุด โดย siammongkol amulet
วันที่ 2
สุทธิรักษ์   EQ130516325TH

 2 
 เมื่อ: 26 พฤศจิกายน 2016, 07:52:03 AM 
เริ่มโดย phensri - กระทู้ล่าสุด โดย phensri
ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพสร้างพระสีวลีสูง2เมตร89องค์ถวาย89วัดทำดีเพื่อพ่อ ณ วัดใหม่ยายแป้น กทม.
เจ้าภาพสร้างพระสีวลี สูง 2 เมตร องค์ละ 29,989 บาท หรือตามกำลังศรัทธาเปิดรับบริจาคทุกวัน       องค์พระสีวลี เถระ มหาลาภ จตุรทิศ มหาเศรษฐี บุญบารมี ไพศาล เนื้อมวลสารในองค์พระ แร่โภคทรัพย์ นิล โกเมน เหล็กไหล พระเครื่องต่างๆ ตรงย่ามมีช่องใส่ปัจจัย และมีเสียงสวดเจริญพร ด้านหลังองค์พระเป็นที่เปิดรับปัจจัยใช้ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นโอกาสอันดีสืบไป
เจ้าภาพทุกท่านจะได้รับมอบ
๑. องค์จำลองพระสีวลี ๕ นิ้ว
๒. ประกาศนียบัตรและใบอนุโมทนาบัตร
๓. สลักชื่อเจ้าภาพบนฐานพระ
๔. เจ้าภาพสามารถระบุวัดที่ต้องการถวายได้ด้วยตนเอง
เลขที่บัญชี 019-8-73112-9 ธ.กสิกรไทย/สาขาบางขุนนนท์
วัดใหม่ยายแป้น แขวงบางขุนนนท์ เขตบางกอกน้อย กทม.
พระครูปลัดรัตนวัฒน์ เจ้าอาวาส
สอบถาม 092 737 4948,081 908 9471

 3 
 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2016, 10:35:17 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
ภาพการก่อสร้างศาลาพระราชพรหมยานอนุสรณ์ 100 ปีเกิด วัดศาลพันท้ายนรสิงห์

 4 
 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2016, 10:34:18 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
ภาพการก่อสร้างศาลาพระราชพรหมยานอนุสรณ์ 100 ปีเกิด วัดศาลพันท้ายนรสิงห์

 5 
 เมื่อ: 10 พฤศจิกายน 2016, 10:32:58 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
วัดศาลพันท้ายนรสิงห์ เป็นวัดหนึ่งที่มี พระครูสาครสิทธิวิมล หรือหลวงตาชลอ วิมโล เป็นเจ้าอาวาส และท่านเป็นลูกศิษย์ และเคยไปจำพรรษาที่วัดท่าซุงอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อฤาษีลิงดำ ในช่วงปี พ.ศ. 2526 จนถึงปี พ.ศ.2532 จึงได้กราบขออนุญาตออกจากวัดท่าซุง เพื่อมาสร้างวัดศาลพันท้ายนรสิงห์ขึ้น โดยวัดนี้เป็นที่มีสถานที่สำคัญคือศาลพ่อพันท้ายนรสิงห์ ซึ่งเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ ในสมัยกรุงศรีอยุธยา

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเจ้าเสือ เสด็จโดยเรือพระที่นั่งเอกชัย จะไปประพาสเพื่อทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี เมื่อเรือพระที่นั่งถึงตำบลโคกขามซึ่งเป็นคลองคดเคี้ยวและมีกระแสน้ำเชี่ยวกราก พันท้ายนรสิงห์ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่งมิสามารถคัดแก้ไขได้ทัน โขนเรือพระที่นั่งกระทบกับกิ่งไม้หักตกลงไปในน้ำ พันท้ายนรสิงห์จึงได้กระโดดขึ้นฝั่งแล้วกราบทูลให้ทรงลงพระอาญาตามพระกำหนดถึงสามครั้งด้วยกัน เนื่องจากในสองครั้งแรก สมเด็จพระเจ้าเสือพระราชทานอภัยโทษ เพราะเห็นว่าเป็นอุบัติเหตุสุดวิสัยแต่ท้ายสุดก็ได้ตรัสสั่งให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์ตามคำขอ แล้วสร้างศาลไม้ขนาดเล็ก ลักษณะเป็นศาลไม้ในสมัยปัจจุบัน หลังคามุงกระเบื้องดินเผาหางมน พื้นศาลเป็นไม้ยกชั้น 2 ชั้น มีเสารองรับ 6 เสา

ภายหลังพระเจ้าเสือได้ทรงให้พระยาราชสงคราม คุมไพร่พลจำนวน 3,000 คน ทำการขุดคลองลัดคลองโคกขามที่คดเคี้ยว ไปออกที่บริเวณแม่น้ำท่าจีน กว้าง 5 วา ลึก 6 ศอก สร้างเสร็จในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ พ.ศ. 2252 ได้พระราชทานนามคลองนี้ว่าคลองสนามไชย ต่อมาเรียกเป็นคลองมหาชัย ซึ่งเป็นที่มาของชื่อเมืองมหาชัย แต่ชาวบ้านเรียกว่าคลองถ่าน ปัจจุบันชาวบ้านฝั่งธนบุรี เรียกชื่อว่า คลองด่า

โดยวัดศาลพันท้ายนรสิงห์นี้พระพุทธรูปประธานในพระอุโบสถคือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปฐม ด้านหน้ามีรูปปั้นหล่อของ พระครูวิหารกิจจานุการ หรือหลวงพ่อปาน โสนันโท วัดบางนมโค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และได้มีการจัดสร้างศาสนาสถานขึ้นอีกหลายอย่างเพื่อให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา เพื่อความเป็นศิริมงคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัดศาลพันท้ายนรสิงห์ได้จัดสร้างศาสนสถานที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่ระลึกให้สำหรับผู้ที่เป็นลูกศิษย์ลูกหาของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำ วัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี และถือว่าเป็นวัดหนึ่งที่บรรดาลูกศิษย์ลูกหาในสายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีลิงดำได้เข้ากราบไหว้นมัสการเพื่อรำลึกถึงครูบาอาจารย์

มาในปี พ.ศ. 2559 นีัทางวัดได้มีโครงการจัดสร้างศาลาพระราชพรหมยานอนุสรณ์ 100 ปีเกิดและสร้างพระชำระหนี้สงฆ์ 100 องค์ในพื้นที่ดิน 13 ไร่ เศษ และสร้างพระปางไสยาสน์หรือพระนอนองค์ใหญ่ จึงขอบอกบุญมายังพุทธบริษัท และศิษยานุศิษย์ในสายของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระราชพรหมยาน หลวงพ่อฤาษีลิงดำได้ร่วมทำบุญและอนุโมทนาบุญในกาลนี้ด้วยกันทุกท่าน

ร่วมทำบุญกับวัดโดยตรงที่ บัญชี วัดศาลพันท้ายนรสิงห์ ธนาคารกรุงไทย สาขาสมุทรสาคร เลขที่ 712-037-2475 ติดต่อ พระ(หลวงน้า)สุภาพ 089 826 998

Facebook ของวัดศาลพันท้ายนรสิงห์ : https://www.facebook.com/WatSalPhanThayNrsingh


 6 
 เมื่อ: 01 พฤศจิกายน 2016, 10:01:29 PM 
เริ่มโดย siammongkol amulet - กระทู้ล่าสุด โดย siammongkol amulet
30/11
ธนดล   EQ795105674TH
29/11
เลอพงศ์   ER195860610TH
ธัญญภัส   ER195860623TH
อารีรัตน์   ER195860637TH

28/11
พิหล่อง   EQ046345816TH
27/11
สุชาดา   EQ130264613TH
มงคล   EQ130264627TH
อรรถเดช   EQ130264635TH

25/11
ณัฐวุฒิ   EQ130410174TH
24/11
ชาติชาย   EQ130407569TH
23/11
สมเกียรติ   ER196213648TH
ประยูร   ER196213651TH

21/11
ศุภกร   EQ046316783TH
วรนุช   EQ046316797TH
สุนทร   EQ046316806TH

20/11
เอกกร   EQ129833856TH
ยอดชาย   EQ129833860TH
นราธิป   EQ129833887TH

17/11
ชาญศักดิ์   EQ129823584TH
16/11
นพดล   EQ046284357TH
ชัชพิมุข   EQ046284365TH

15/11
Jantharat (Netherland)   RR212589810TH
อนุสรณ์   EQ045884173TH

14/11
ธมลวรรณ   EQ046275412TH
12/11
อรัญญา   EQ046268266TH
11/11
ยงยุทธ   EQ046250883TH
กฤติญา   EQ046250897TH

10/11
จารุวรรณ   EQ045865758TH
อทิตยา   EQ795359651TH
พระครูมหาพุทธา   EQ795359665TH

9/11
สุนันท์   EP781020483TH
ณัชภัส   EP781020497TH
รัตนตรัย   EP781020506TH

7/11
ธมลวรรณ   EQ045849450TH
จิรวัตร   EQ045849463TH
supanee   EQ045849477TH

5/11
Supanee   EQ046226297TH
สุภาพร   EQ046226306TH

3/11
สุวภัทร   EQ795251677TH
สกาวรักษ์   EQ795251694TH
อภิศักดิ์   EQ795251646TH
อนันต์   EQ045832936TH

2/11
วีระพันธ์   EQ045827658TH
วิมลรัตน์   EQ045827661TH

1/11
วันชัย   RJ579659630TH
ชลล์ชญาณ์   EQ045822409TH
ยอดชาย   EQ045822412TH

 7 
 เมื่อ: 27 ตุลาคม 2016, 12:44:09 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
..แม้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพานไปนานแล้วก็ตาม ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านก็ได้สร้างพระรูปพระพุทธเจ้า เพื่อให้คนรุ่นหลังได้มากราบไหว้บูชา เพื่อน้อมลึกระลึกนึกถึงเป็นอดีตารมณ์
.. พระองค์ได้มาโปรด ก็เหมือนพระองค์นั้นได้มาจุดประทีปโคมไฟไว้ในที่มืด ให้สว่างไสว เรียกบุคคลที่อยู่ในที่มืดขาดสติปัญญา ไม่รู้จักทางถูกทางผิด ให้มาดูของจริงก็คือสัจธรรม คือทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มาดูของจริงคือการเกิดแก่เจ็บตายของสัตว์โลก เป็นของจริงประจำโลก พวกที่อยู่ในที่มืดบอดนั้นเห็นเป็นสิ่งสวยสดงดงาม ผู้ที่มีสติปัญญานั้น มองโลกนี้เหมือนละคร เหมือนที่เขาหลงในละครต่างๆผูกมัดรัดตรึงไม่ให้เขาไปไหน เหมือนพวกเราที่เกิดขึ้นมาในโลก ก็ติดยึดในเราๆเขาๆกัน พวกเรานี้ไม่มีสติปัญญาพวกเราก็เลยหลงโลก ว่ามันวิจิตรพิสดารเหลือเกิน สวยสดงดงามไปหมด ตรงนี้แหละโลกเลยผูกพวกเรา ขังพวกเราไว้ตรงนี้แหละ
.. เราก็เลยติดอยู่ในกองไฟ เผาไหม้พวกเราทั้งวันทั้งคืน ก็คือราคะ ไฟแผดเผาดวงใจของพวกเรา คือโทสะความโกรธความเกลียด เคียดแค้น ความไม่พอใจ เผาไหม้จิตใจของพวกเรา ก็คือโมหะเป็นไฟ เผาไหม้จิตใจของพวกเรา เพราะพวกเราหลงเราก็ต้องทุกข์ถูกไฟไหม้ เมื่อเราถูกขังอยู่ในกรงอย่างนี้ เราจะหาทางออกอย่างไร
.. พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าจึงเปรียบเสมือนดวงประทีป เราจึงได้จุดธูปเทียนบูชา พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนแสงสว่าง ถ้าบุคคลใดน้อมเข้าไปประพฤติปฏิบัติ ฝึกหัดดัดแปลงตนเอง เพื่อให้รู้จักทางที่ดีทางถูกทางผิด รู้จักทางที่จะนำความสุขให้เกิดให้มีขึ้น รู้จักละในทางที่ผิดมาปฏิบัติตนในทางที่ถูก อันนี้ก็คือที่พวกเรากำลังศึกษากันอยู่ปฏิบัติกันอยู่ เพื่ออยากให้รู้เรื่องอย่างนี้เอง ธรรมะคำสอนของพระพุทธเจ้า จึงมาชี้แจง มาแสดง มาเปิดเผย เพื่อให้คนได้ศึกษา ในพระทัยของพระองค์นั้นเป็นพระมหากรุณาแก่สัตว์โลกทั้งหลาย จึงเรียกให้มาดู มาเห็นของจริง มาศึกษาของจริง ที่ตนเองนั้นกำลังหลงอยู่ติดอยู่
.. มันไม่สายอะไรเกินไป เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้าที่ทรงตรัสไว้นั้น มีอยู่ทั่วไปหมด ชาติเกิดเป็นทุกข์ เราเกิดมาก็เป็นทุกข์อยู่แล้ว ชราความเฒ่าแก่คร่ำคร่า ควรที่จะน้อมเข้ามาสู่ตน เราเห็นคนเจ็บไข้ได้ป่วยต่างๆ ก็ต้องน้อมเข้ามาสู่ตน ความตายที่คนเราตายอยู่ทุกวันนี้ เราก็ควรน้อมเข้ามาสู่ตน ว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงไหม ความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย มีอยู่จริงไหม ..
..พระองค์จึงเรียกให้พวกเรานั้น มาดูมาศึกษา เพื่อจะให้รู้ว่าในชีวิตจริงของคนเรานั้น ที่เกิดมาแล้ว ที่สุดมันอยู่ตรงไหน เพราะทุกอย่างมันต้องมีเหตุจึงจะมีผล ถ้าเราไม่มีความตั้งใจศึกษาเรื่องอย่างนี้ เราจะเห็นเหตุเห็นผลได้อย่างไร พระองค์จึงตรัสสอนให้รู้จักเหตุรู้จักผล ถ้าคนเราไม่ตั้งใจปฏิบัติ ไม่ตั้งใจเดินทาง ไม่ก้าวขาออกไป เราจะไปถึงจุดหมายปลายทางได้ไหม..

หลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยน วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

 8 
 เมื่อ: 26 ตุลาคม 2016, 10:23:07 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
..ธรรมะสวัสดีเช้านี้..
..ชาติปิทุกขา (1)
..พวกเราเป็นผู้เลื่อมใสในบวรพระพุทธศาสนา เคารพในพระพุทธเจ้า เพราะพระองค์นั้นตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ได้พบได้เห็นสัจธรรม คือของจริงที่ตั้งอยู่ในโลก นั่นก็คือความโลภความโกรธความหลง พวกเราไม่เข้าใจในสัจธรรม จึงพากันหลงงมงายไม่เข้าใจในโลก จึงทำให้ตนเองนี้ติดอยู่ในกรงขัง พวกเราอุบาสกอุบาสิกาก็เหมือนกัน ที่อยู่ในโลกนี้ก็เหมือนอยู่กับติดอยู่ในกรงขัง ใครล่ะที่ขังเรา ก็พวกเรานี่แหละขังตนเอง ทำให้ตนเองนี้เป็นทุกข์ เวียนว่ายตายเกิดติดอยู่ในวัฏสงสาร ก็เพราะตัวของพวกเรานี่เอง ไม่ใช่โลกมาขังพวกเรา เราขังตนเองไว้ในโลก
.. เหตุฉะนั้นตัวนี้จึงเป็นตัวที่สำคัญ เรียกว่าสมุทัย เป็นกิเลสตัณหา หามาผูกมัดรัดรึงตรึงตราตัวเอง หามาขังตนเองเอาไว้ ความอยากความดิ้นรน ดิ้นรนมากเท่าไหร่ มีความต้องการมากเท่าไหร่ ความทุกข์ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น ถ้าเรามีความต้องการน้อย ความทุกข์ก็ย่อมน้อยลงไป ทำอย่างไรพวกเรานั้นจึงจะสามารถตัดความอยาก คือกระแสของกิเลสซึ่งเป็นเหมือนแม่น้ำสมุทรสาคร อันใหญ่หลวงกว้างใหญ่ไพศาลออกไปได้ พวกเราเวียนว่ายตายเกิด ก็เหมือนพวกเราล่องลอยอยู่ในแม่น้ำ มองไม่เห็นฝั่งที่จะขึ้นไป การที่พวกเรามองไม่เห็นฝั่งนี้เอง คือความมืดมนอนธการไม่มีสติปัญญา การประพฤติปฏิบัติของพวกเรา ยังไม่เป็นไปในทางที่ถูกหนทาง
.. แต่อย่างไรนั้นก็ดีพวกเราก็ยังพอลืมตาได้มาพบพระพุทธศาสนา ได้มาศึกษาคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ถือว่าพวกเรากำลังเดินทาง เพื่อไปหาจุดหมายปลายทาง แห่งความสงบสุข การเดินในภาษาอินเดียเรียกว่าจะระณะ พระพุทธองค์ได้ทรงเดินในหนทางที่ถูกต้องมาแล้ว จึงเรียกว่า วิชชาจะระณะสัมปันโน คือวิชาความรู้ที่พวกเราฝึกหัดอยู่ เรียกว่ากำลังเดิน เดินอยู่บนพื้นโลกอันเป็นพื้นฐานที่แน่นหนาของทางเดิน ไม่หวั่นไหว การที่เราจะทำสมาธิให้จิตใจของพวกเรานั้นสงบไม่หวั่นไหว ก็เรียกว่าพวกเรากำลังเดินเข้าไปสู่ความสงบในการปฏิบัติอยู่ เรียกว่าจะระณะ สัมปันโนไปในทางที่ชอบ
.. การที่เราจะเดินทางไปในทางที่ชอบก็ต้องมีวิชาปัญญาเฉลียวฉลาดแหลมคม เหตุฉะนั้นตัวสติปัญญาจึงเป็นตัวที่สำคัญ แม้ว่าพวกเรากำลังเดินทางอยู่ก็คือพวกเราปฏิบัติอยู่ แต่พวกเราก็จะขาดสติปัญญา เมื่อเราขาดสติปัญญาเราก็ต้องงมอยู่ในที่มืด ในสังสารวัฏสังสาระวน เวียนว่ายตายเกิดอยู่อย่างนี้ มาขังตนเองให้อยู่ในทุกข์อย่างนี้
.. เหตุฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงตัดสินใจ คิดว่าถ้ามีความร้อนความเย็นก็ต้องมี ถ้ามีความทุกข์ความสุขก็ต้องมี ถ้ามีของไม่ดีของดีก็ต้องมี ถ้ามีของที่เกิดแก่เจ็บตาย ก็ต้องมีของที่ไม่เกิดไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย อันนี้จึงเป็นสิ่งที่พระองค์สนพระทัย มีความตั้งจิตตั้งใจมั่นคงเหมือนแผ่นดิน พระองค์จึงสร้างการปฏิบัติ ให้เป็นผู้มีศีลเหมือนพื้นแผ่นดิน พระองค์จึงสร้างสมอบรมจิตใจให้สงบเป็นสมาธิ พระองค์จึงสร้างปัญญาให้เป็นแสงสว่างเกิดขึ้น ดังภาษิตที่ว่า นัตถิปัญญาสมาอาภา แสงสว่างเสมอด้วยปัญญานั้นไม่มี
..ถ้าเราเปรียบเทียบ ก็เหมือนกับพวกเราพวกเรานั้นอยู่ในที่มืด ก็จะแสวงหาคบเพลิงประทีปโคมไฟ ที่ทำให้มันเกิดแสงสว่างเกิดขึ้น เพื่อกำจัดความมืด พวกเราจึงพากันปฏิบัติอย่างนี้ แสวงหาความสว่างไสว แสวงหาความสุขจิตสุขใจ เป็นผู้เลื่อมใสในพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เราจึงต้องมาศึกษาเรื่องนี้..

หลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยน วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่

 9 
 เมื่อ: 21 ตุลาคม 2016, 11:20:12 AM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
..ธรรมะสวัสดีเช้านี้..
..ประเภทของกรรม..
..บัดนี้อุปฆาตกรรม ถ้าหากรูปร่างกายของพวกเรานั้นไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่ก็ยังมีคนคิดอิจฉาพยาบาท จองเวรจองกรรมอยากมาทุบมาตี อยากมาเบียดเบียนเรา ไม่ให้เรามีความผาสุก ก็เรียกว่าเขาจองเวรจองกรรมเป็นคู่อริกัน ทั้งๆที่ในชาตินี้เราไม่ได้สร้างความชั่วอะไร แต่อำนาจของกรรมในอดีตที่ติดตามมา ทำให้มีคนมาด่าเราคิดไม่ดีกับเรา คิดอยากมาฆ่าล้างผลาญชีวิตของเรา เขาคิดอย่างนี้กับเราอันนี้ก็เป็นกรรมของเรา
.. นี้ก็เป็นเรื่องที่เราเคยคิดกับเขาเอาไว้ เป็นเรื่องของกรรมอีกเหมือนกัน เพราะเราเคยคิดจองเวรอาฆาตเขามาในอดีตไม่รู้ว่าชาติไหน กรรมก็ติดตามมาไม่ปล่อยไม่วาง มาให้ผลในชาตินี้ อย่างนี้เราก็จะเห็นว่า ทำไมคนเราถึงอาฆาตพยาบาทจองเวรกันถึงเพียงนี้ ทั้งๆที่ในชาตินี้ก็ไม่ได้เคยทำอะไรกับใคร ทำไมมันเป็นอย่างนี้ พูดแล้วก็หน้าเหี่ยวหน้าแห้งหน้านิ่วคิ้วขมวด นั่นแหละก็ให้เราได้เชื่อมั่นว่า นี่คือผลของกรรม กรรมก็ไม่เคยลดราวาศอก ก็ยังตามให้ผลอยู่ตลอด เรียกว่าอุปฆาตกรรม ..
..อันนี้อุปัตเฉทกกรรม กรรมอันนี้มีกำลังมากเลยทีเดียว เป็นกรรมตัดรอน เช่นเราจะทำบุญทำกุศล แต่คนอื่นเขาไม่ให้เราทำ เขาตัดหนทางเอาไว้ เราจะทำอะไรในสิ่งที่เป็นประโยชน์ มันก็มากั้นมากางเอาไว้ มาหลอกมาลวงไม่ให้เรามาทำกรรมที่ดี เหมือนพระภิกษุจะมานั่งสมาธิเจริญภาวนา มันก็มีเสียงอะไรต่างๆมารบกวน ก็เป็นอำนาจของกรรมตัดรอนคุณงามความดี เราจะรักษาศีลก็ไม่ให้เรารักษา บางทีพ่อแม่จะมารักษาศีล ลูกเต้าก็ไม่ให้มา บางทีสามีจะมาภรรยาก็ไม่ให้มา ภรรยาจะมาสามีก็ไม่ให้มา มันปิดกั้นหนทางกันตัดรอนเอาไว้ จะนั่งสมาธิเขาก็ไม่ให้นั่ง เขารบกวน
.. บัดนี้กรรมตัดรอนที่จะเด่นจริงๆนั้นก็คือ บางคนจะไปทอดผ้าป่าทอดกฐิน ไปที่โน่นที่นี่ เมื่อเดินทางไปก็รถคว่ำรถชน ถึงแก่ความตายเสียก่อน นี่แหละอุปัทเฉทกกรรม กรรมตัดรอนเอาชีวิตเลยทีเดียว ก็เลยไม่ได้ทำบุญทำกุศล บางคนก็จะเดินทางไปรักษาศีลภาวนาแต่ก็เดินทางไปไม่ถึง มีเหตุร้ายเกิดขึ้นทำให้เสียชีวิต นี่มันตัดรอนไว้อย่างนี้ เราก็เห็นอย่างนั้นเต็มบ้านเต็มเมืองอยู่ เป็นอย่างนี้ทุกปีๆ
.. กรรมทั้งหลายเหล่านี้แหละ มันรบกวนผู้ประพฤติปฏิบัติธรรม ไม่ให้ตนเองนั้นก้าวหน้า ตัดหนทางเอาไว้ เรียกว่ากรรมตัดรอน ตัดจากคุณงามความดีที่เราจะปฏิบัติ เหตุฉะนั้นองค์พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงตรัสสั่งสอนว่า คนเรานั้นเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว ใครจะสร้างกรรมดีหรือกรรมชั่ว เป็นหน้าที่ของตนเองจะเป็นผู้รับ ไม่มีใครจะมาไถ่ถอนกรรมของเราได้ พระองค์จึงให้พวกเรานั้นได้ศึกษาชีวิตของเราที่ได้เกิดมา ว่ามันเป็นอย่างนี้เอง เราจึงจะเห็นว่า บางคนนอนอยู่โรงพยาบาล 3 ปี 4 ปี จึงจะถึงเวลาตาย บางคนก็ตายไวยังไม่ถึงโรงพยาบาลเลย
.. เหตุฉะนั้น ความตายนี้เราควรน้อมนึกระลึกถึง ไม่ว่าจะยืนเดินนั่งนอน ยังไม่มีโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียนย่ำยี ยังไม่เห็นอุปสรรคที่มาตัดรอน ถ้าจะให้ชีวิตมีคุณค่ามากที่สุด ก็ให้รีบขวนขวายสร้างกรรมดีเอาไว้ เพื่อที่จะได้ลดละความชั่วทั้งหลาย ที่ตนเองได้สร้างมาแล้ว แล้วแต่ว่าใครจะสร้างมากสร้างน้อย ตั้งแต่เกิดมานี้เราจะสร้างกรรมดีต่อไป เป็นหน้าที่ของตนเอง ที่จะมุ่งหน้าละบาปความชั่ว ทางกายวาจาใจออกไป สร้างคุณงามความดีให้เกิดขึ้น ทางกายวาจาใจของตน มันก็จะเป็นผลเป็นประโยชน์ ที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิต เมื่อเราได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นผู้ที่มีจิตสูงกว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย จึงเรียกว่ามนุษย์ ถ้าเรารู้ว่าเราเป็นมนุษย์ที่มีจิตสูง เราจึงควรพยายาม สร้างสรรค์พัฒนาตนเองนี้ ให้เหมาะสมกับคำว่าเป็นมนุษย์ผู้มีจิตสูง กว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย อย่าไปทำลายคุณงามความดีของตนเอง ทำให้ตนเองตกต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ทั้งการกระทำทั้งการพูดและการคิด..

หลวงพ่อพระอาจารย์เปลี่ยน ปัญญาปทีโป วัดอรัญญวิเวก อ.แม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

 10 
 เมื่อ: 20 ตุลาคม 2016, 07:47:16 PM 
เริ่มโดย admin - กระทู้ล่าสุด โดย admin
จิตดวงเดียวนี้แหละที่จะพาไปเกิด เกิดเป็นภพใดชาติใดกำเนิดใดก็ตาม ก็ตัวนี้แหละเป็นตัวการไม่สงสัย เมื่อธรรมชาติที่จะพาให้เกิดได้สิ้นซากลงไปแล้ว เหลือแต่จิตที่บริสุทธิ์ล้วนๆ เท่านั้น ผู้นี้แลเป็นผู้หมดภัย ผู้นี้แลเป็นวิวัฏจักร ไม่เป็นวัฏจักรเหมือนแต่ก่อน กลับมาเป็นวิวัฏจักร หยุดแล้วซึ่งความหมุนเวียน เหลือแต่วิวัฏจักรคือไม่ต้องหมุน ไม่ต้องมีสิ่งใดมายุแหย่ก่อกวน มีแต่ความสุขล้วนๆ ภายในใจ
.
ร่างกายจะแตกก็แตกไป เพราะเป็นเหมือนโลกทั่วไป อันนี้เราหยิบยืมสมบัติของโลกมาใช้ จะให้คงเส้นคงวาอยู่ได้อย่างไร ดิน น้ำ ลม ไฟ มาผสมกันเข้ามีจิตเข้าไปยึดครองกลายเป็นสัตว์เป็นบุคคลขึ้นมา เราก็ยึดถือดิน น้ำ ลม ไฟ ว่าเป็นเราเป็นตัวของเรา หากเราไม่รอบคอบเมื่อสิ่งนี้วิกลวิการไปเราก็เดือดร้อนเสียใจ เป็นโรคภายในใจขึ้นอีก หนักยิ่งกว่าโรคภายในกายเกิดขึ้นในเบื้องต้นเป็นไหนๆ
.
เมื่อรู้แจ้งแทงทะลุสิ่งเหล่านี้แล้ว ถึงกาลจะไปก็ไป เมื่อยังไม่ไปก็เยียวยารับผิดชอบกันไป เมื่อถึงกาลแล้วปล่อยวางลงตามเป็นจริง เพราะตาข่ายคือญาณความรู้แจ้งแทงตลอดนั้น ได้รอบไปหมดแล้วกับสภาพเหล่านี้ จะตายเมื่อไรก็ตายได้ไม่เสียดาย จะยังอยู่ก็ไม่เป็นกังวลยึดถือสิ่งใด
.
ความตายก็ดี ความยังมีชีวิตอยู่ก็ดีของพระขีณาสพทั้งหลายผู้สิ้นกิเลสแล้ว จึงมีน้ำหนักเท่ากัน ตายไปท่านก็ไม่ได้มีข้อหนักใจ จะยังอยู่ท่านก็ไม่มีข้อหนักใจ เพราะตายไปก็ไม่มีอะไรเสีย ความบริสุทธิ์ของท่านไม่ใช่ความตาย เรื่องความตายความสลายเป็นเรื่องธาตุเรื่องขันธ์ต่างหาก จิตที่บริสุทธิ์เป็นจิตที่นอกจากขันธ์แล้วไม่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียกันอีก ท่านจะไปเสียใจกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไรกัน ท่านจึงไม่เสียใจ มีชีวิตอยู่ท่านก็ไม่หวังเอาอะไรเพิ่มอีกจากธาตุขันธ์นั้น ให้ยิ่งไปกว่าความบริสุทธิ์นั้น
.
เพราะฉะนั้น ความเป็นอยู่กับความตายไปของพระอรหันต์ ถ้าไม่แยกแยะออกไปสู่ประโยชน์ของประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้องแล้ว ท่านมีน้ำหนักเท่ากัน ถ้าแยกแยะความเป็นอยู่เพื่อประโยชน์ประชาชนนั้น ความเป็นอยู่มีน้ำหนักมากกว่า คือท่านมีชีวิตความเป็นอยู่นานเพียงไร โลกก็ได้รับผลประโยชน์จากท่านด้วยการแนะนำสั่งสอน เขากราบไหว้บูชาทำบุญให้ทาน เขาก็ได้รับผลประโยชน์จากเนื้อนาบุญอันวิเศษวิโสจากท่าน ท่านจึงถือว่า การยังมีชีวิตอยู่มีน้ำหนักมากกว่าการตายไปเสีย ทั้งนี้ท่านเพื่อประชาชนเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อท่าน ตายไปก็คือธาตุ สลายไปก็คือธาตุ ยังมีชีวิตอยู่นี้ก็คือดิน น้ำ ลม ไฟ ใจก็คือใจที่บริสุทธิ์รู้รอบขอบชิดแล้ว ไม่ยึดไม่ถือ อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นไม่มี จึงเป็นเหมือนกับตายหรือไม่ตายก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน

...............................................................................
หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน
เทศน์อบรมพระและฆราวาส ณ วัดเขาน้อยสามผาน จันทบุรี
เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๒๓
"จิตตภาวนาเป็นมหากุศล"

หน้า: [1] 2 3 ... 10
visitor online 20  Online   www.siammongkol.com : website uptime


Siam Mongkol Forums(SMF) © 2016
Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
| SMFThaiweb.com | Sitemap
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ที่ : siammongkol@yahoo.com
w3c-css validation of : http://www.siammongkol.com/smf/  W3C-html Validtion for : http://www.siammongkol.com/smf/  [Valid RSS]