ค้นหาในบอร์ด :

เว็บบอร์ดพระเครื่องสยามมงคล

หาพระเครื่อง วัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง ได้ที่ เว็บไซต์ : www.siammongkol.com

หมวดหมู่/ประเภทพระเครื่อง วัตถุมงคล และเครื่องรางของขลังของเราทั้งหมด

  หมวด/ประเภท-พระกรุ  หมวด/ประเภท-พระสมเด็จ  หมวด/ประเภท-พระเนื้อดิน/ผง/ว่าน
  หมวด/ประเภท-พระขุนแผน  หมวด/ประเภท-พระปิดตา  หมวด/ประเภท-พระเหรียญ
  หมวด/ประเภท-พระกริ่ง-รูปหล่อ-รูปเหมือน  หมวด/ประเภท-พระบูชา  หมวด/ประเภท-เครื่องรางของขลัง
  หมวด/ประเภท-หลวงปู่โต๊ะ วัดประดู่ฉิมพลี  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม  หมวด/ประเภท-หลวงปู่ผาด วัดบ้านกรวด
  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อสาคร วัดหนองกรับ  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อพูล วัดไผ่ล้อม  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อเกษม เขมโก
  หมวด/ประเภท-พระชุดพิเศษ  หมวด/ประเภท-ท้าวจตุคามรามเทพ  หมวด/ประเภท-พระเก่าพระดี(ที่แนะนำ)
  หมวด/ประเภท-เหรียญเก่าเหรียญดี(ที่แนะนำ)  หมวด/ประเภท-เครื่องประดับ ของสะสม  หมวด/ประเภท-หลวงปู่หงษ์ วัดเพชรบุรี
  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม  หมวด/ประเภท-หลวงปู่ครูบาแก้ว กมฺมสุทโธ  หมวด/ประเภท-หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค
  หมวด/ประเภท-หลวงปู่ชื่น วัดตาอี จ.บุรีรัมย์  หมวด/ประเภท-หลวงปู่ศวัส ศิริมงฺคโล  หมวด/ประเภท-เครื่องรางมหาเสน่ห์
  หมวด/ประเภท-ตะกรุดดีๆที่แนะนำ  หมวด/ประเภท-ล็อคเก็ต รูปถ่าย ผ้ายันต์  หมวด/ประเภท-กุมารทอง
  หมวด/ประเภท-โบชัวร์ แคทตาล็อกวัตถุมงคล  หมวด/ประเภท-พระสายกรรมฐาน  หมวด/ประเภท-พระรัชกาล เหรียญที่ระลึก
  หมวด/ประเภท-วัตถุมงคลเสริมดวงชะตา  หมวด/ประเภท-ฤาษี พ่อแก่ ปู่แก่  หมวด/ประเภท-เครื่องรางเสริมดวงค้าขาย ร่ำรวย
  หมวด/ประเภท-องค์เทพ พรหม เทวบูชา  หมวด/ประเภท-ครูบาเดช กิตติญาโณ จ.ลำปาง  หมวด/ประเภท-แร่เหล็กไหล - ธาตุกายสิทธิ์
  หมวด/ประเภท-วัตถุมงคลที่แนะนำให้บูชา  หมวด/ประเภท-เครื่องรางจีน  หมวด/ประเภท-อาจารย์สมราชฐ์
  หมวด/ประเภท-วัตถุมงคลหินพระธาตุเขาสามร้อยยอด  หมวด/ประเภท-อาจารย์สรายุทธ สำนักติคณาโณ  หมวด/ประเภท-อาจารย์นุ สยามมงคล
หน้า: [1]   ลงล่าง
  พิมพ์  
ผู้เขียน หัวข้อ: พระกรรมฐาน 40 กอง วิถีแห่งการปฏิบัติเพื่อรวมจิตให้เป็นสมาธิ  (อ่าน 10945 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
admin
พระเครื่องออนไลน์สยามมงคล
Administrator
Full Member
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1,205


ดูรายละเอียด เว็บไซต์
« เมื่อ: 19 กุมภาพันธ์ 2012, 08:33:09 PM »

พระกรรมฐาน 40 กอง วิถีแห่งการปฏิบัติเพื่อรวมจิตให้เป็นสมาธิ

การเจริญสมาธิ ตามหลักในพระพุทธศาสนานั้น ท่านได้บัญญัติไว้ในพระไตรปิฏกมีอยู่ด้วยกัน 40 อย่าง หรือที่เรียกว่าพระกรรมฐาน 40 กอง ซึ่งทุกกองเป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้จิตเข้าสู่สมาธิได้ด้วยกันทุกกอง

พระกรรมฐาน 40 กอง แบ่งออกเป็น 7 หมวด ประกอบด้วย
1. กสิณกรรมฐาน 10 อย่าง (หมวดการใช้กสินในการทำสมาธิ)
   1.1. ปฐวีกสิณ เพ่งดิน
   1.2. เตโชกสิณ เพ่งไฟ
   1.3. วาโยกสิณ เพ่งลม
   1.4. อากาสกสิณ เพ่งอากาศ
   1.5. อาโลกสิณ เพ่งแสงสว่าง
   1.6. อาโปกสิณ เพ่งน้ำ
   1.7. โลหิตกสิณ เพ่งสีแดง
   1.8. นีลกสิณ เพ่งสีเขียว
   1.9. ปีตกสิณ เพ่งสีเหลือง
   1.10. โอทากสิณ เพ่งสีขาว

2. อสุภกรรมฐาน 10 อย่าง (หมวดการใช้ซากศพเป็นการทำสมาธิ)
  2.1.อุทธุมาตกอสุภ คือ ร่างกายของคนและสัตว์ที่ตายไปแล้ว นับแต่วันตายเป็นต้นไป มีร่างกายขึ้นบวมพอง ที่เรียกกันว่า ผีตายขึ้นอืดนั่นเอง
  2.2.วินีลกอสุภ เป็นร่างกายที่มีสีเขียว สีแดง สีขาว ปะปนคน สีแดงในที่มีเนื้อมาก สีขาวในที่มีน้ำเหลืองน้ำหนองมาก สีเขียวที่มีผ้าสีเขียวคลุมร่างของผู้ตายส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยผ้า สีเขียวจึงมากกว่า ดังนั้นจึงเรียกว่า วินีลกะ แปลว่าสีเขียว
  2.3.วิปุพพกอสุภ เป็นซากศพที่มีน้ำเหลืองไหลอยู่เป็นปกติ
  2.4.วิฉิทททกอสุภ คือซากศพที่มีร่างกายขาดเป็นสองท่อนในท่ามกลาง มีกายขาดออกจากกัน
  2.5.วิกขายิตกอสุภ เป็นร่างกายของซากศพที่ถูกสัตว์ยื้อแย่งกัดกิน
  2.6.วิขิตตกอสุภ เป็นซากศพที่ถูกทอดทิ้งไว้จนส่วนต่าง ๆ กระจัดกระจาย
  2.7.หตวิกขิตตกอสุภ คือซากศพที่ถูกสับฟันเป็นท่อนน้อยและท่อนใหญ่
  2.8.โลหิตกอสุภ คือซากศพที่มีเลือดไหลอออกเป็นปกติ
  2.9.ปุฬุวกอสุภ คือซากศพที่เต็มไปด้วยตัวหนอนคลานกินอยู่
  2.10.อัฏฐกอสุภ คือซากศพที่มีแต่กระดูก

3. อนุสสติกรรมฐาน 10 อย่าง เป็นหมวดที่ว่าด้วยกันใช้การระลึกถึงสิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยในการทำสมาธิ อันประกอบด้วย
  3.1. พุทธานุสสติ นึกถึงพระพุทธเจ้าในการทำสมาธิ
  3.2. ธรรมานุสสติ นึกถึงพระธรรมในการทำสมาธิ
  3.3. สังฆานุสสติ  นึกถึงพระสงฆ์พระอริยสาวกในการทำสมาธิ
  3.4. สีลานุสสติ นึกถึงศีลในการทำสมาธิ
  3.5.จาคานุสสติ นึกถึงการบริจาคให้ทานเป็นอารมย์ในการทำสมาธิ
  3.6. เทวตานุสสติ นึกถึงเทวดาหรือคุณธรรม ที่เป็นปัจจัยให้ไปเกิดเป็นเทวดา ในการทำสมาธิ
  3.7. มรณานุสสติ  นึกถึงความตายเป็นอารมย์ในการทำสมาธิ
  3.8.อุปสมานุสติกรรมฐาน นึกถึงนิพพานเป็นอารมย์ในการทำสมาธิ
  3.9. อานาปานานุสสติ นึกถึงลมหายใจเข้าออกเป็นอารมย์ในการทำสมาธิ
  3.10.กายคตานุสสติ นึกถึงร่ายกายและอวัยวะภายในร่างกายเป็นอารมย์ในการทำสมาธิ

4. พรหมวิหารกรรมฐาน 4 อย่าง เป็นการเจริญสมาธิโดยใช้พรหมวิหารธรรมในแต่ละข้อเป็นอารมย์ในการทำสมาธิ
  4.1. เมตตา มีจิตรัก ความปรารถนาดีต่อคนและสัตว์ที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย
  4.2. กรุณา มีจิตคิดช่วยเหลือ สงเคราะห์ให้พ้นจากความทุกข์ยาก ลำบากกาย ใจ ช่วยตามที่จะช่วยได้
  4.3. มุทิตาจิตพลอยยินดีเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดี มีความสุข ไม่อิจฉาริษยา มีจิตอ่อนโยน
  4.4. วางเฉยเมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปดังที่ต้องการหรือเมื่อช่วยเหลือใครไม่ได้ ไม่ดีใจเมื่อได้ลาภยศสรรเสริญเจริญสุข ไม่เสียใจเมื่อเสื่อมลาภ
  ยศสรรเสริญเจริญสุข
 
5. อรูปกรรมฐาน 4 อย่าง กรรมฐานหมวดนี้เป็นพระกรรมฐานที่ต้องปฏิบัติในหมวดของกสินในกองใดกองหนึ่งให้สำเร็จถึงจตุถฌานหรือฌาน 4 เสียก่อนจึงจะฝึกในหมวดนี้ได้ประกอบด้วย
  5.1. อากาสานัญจายตนะ - กำหนดช่องว่างหาที่สุดไม่ได้ (ซึ่งเกิดจากการเพิกกสิณออกไป) เป็นอารมณ์  
  5.2. วิญญาณัญจายตนะ - กำหนดวิญญาณหาที่สุดมิได้ (คือเลิกกำหนดที่ว่าง เลยไปกำหนดวิญญาณแผ่ไปสู่ที่ว่างแทน) เป็นอารมณ์  
  5.3 อากิญจัญญายตนะ - (เลิกกำหนดวิญญาณเป็นอารมณ์ เลยไป) กำหนดภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์  
  5.4. เนวสัญญานาสัญญายตนะ - (เลิกกำหนดแม้แต่ภาวะที่ไม่มีอะไรเลย) เข้าสู่ภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
 อรูปกรรมฐาน 4 อย่างนี้เป็นพระกรรมฐานขั้นสูงมีขั้นตอนละความละเอียดที่เป็นเฉพาะ คือผู้ที่ฝึกได้รู้ได้ด้วยตัวเอง ไม่ใช่สิ่งที่จะนึกหรือวิเคราะห์เอาได้โดยความคิด โดยยังไม่ได้ปฎิบัติ

6. อาหาเรปฏิกูลสัญญา 1 อย่าง คือการ กำหนดหมายความเป็นปฏิกูลในอาหารที่บริโภคเข้าไป

7. จตุธาตุววัฏฐาน 1 อย่าง คือการกำหนดพิจารณาธาตุ 4 (ดิน น้ำ ลม ไฟ) คือ พิจารณาเห็นร่างกายของตน โดยสักว่าเป็นธาตุ 4 แต่ละอย่างๆ

รวมทั้งหมด 40 กองพอดี

พระกรรมฐานทั้ง 40 กองมีวิธีการปฏิบัติไม่เหมือนกัน แต่ละอย่างแตกต่างกันไปตามแบบที่ได้กำหนดไว้ ผู้ที่จะปฎิบัติสมาธิกรรมฐาน ควรศึกษาให้ละเอียด และเลือกเอากรรมฐานกองใดกองหนึ่ง แบบใดแบบหนึ่ง(เราอาจจะเคยฝึกมาหลายกองแต่เมื่อเริ่มปฎิบัติควรเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งและทำให้สำเร็จ)มาปฏิบัติเพื่อให้ถูกกับจริต และแบบของตัวเอง จึงจะเกิดผลสำเร็จ

สมาธิมีหลายระดับคือ
1. ขนิกสมาธิ คือ สมาธิเพียงเล็กน้อย ตั้งอยู่ชั่วขณะหนึ่งไม่นานนักอาจจะซัก 1-3 วินาที ก็มีอารมย์อื่นเข้ามาสอดแทรกมาทำให้จิตคิดอ่านไปตามกระแสนั้น
2. อุปจารสมาธิ คือ สมาธิที่ยาวขึ้นกว่าขนิกสมาธิ จิตมีอารมย์ตั้งมั่นในระดับพอดีๆ มีการเปรียบเทียบอุปจารสมาธิไว้ว่าเหมือนเอาน้ำมาเติมในแก้วให้เต็มแล้วถือไว้ น้ำในแก้วนั้นนิ่งได้ฉันใด อารมย์ของอุปจารสมาธิก็เปรียบได้ฉันนั้น อุปจารสมาธินี้ยังถือเป็นสมาธิขั้นต่ำเบื้องต้นแต่ก็มีความสำคัญมากสำหรับนักเจริญกรรมฐาน
3. อัปปนาสมาธิ (ฌาณ) คือ สมาธิที่ตั้งมั่น เป็นจิตที่เข้าสู่ระดับณาน มี 4 ระดับ

ฌานที 4 ระดับ(ในวิสุทธิมรรคมี 5 แต่ย่อ ละวิตกวิจาร เป็นตัวเดียวกันเหลือแค่ 4) คือ
3.1. ปฐมฌาน มีอาการของจิต 5 อย่างคือ
  -วิตก คือมีคำภาวนาหรือบริกรรมตามแบบของสมาธิที่นำมาทำสมาธิ(ตามแบบของพระกรรมฐานทั้ง 40 อย่าง) เช่น พุทโธ,..ฯลฯ
  -วิจาร คือมีความรู้สึกไตร่ตรองถึงคำภาวนาหรือบริกรรมนั้นอยู่
  -ปีติ คือมีความชุ่มชื่นปลาบปลื้มใจ
  -สุข คือมีความอิ่มใจ มีความสุขเกิดขึ้นจากสภาวะนั้น
  -เอกัคคตา มีอารมย์จิตเป็นหนึ่งเดียวคือจดจ่ออยู่กับอารมย์จิตที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีอย่างอื่นเข้ามาสอดแทรก

จิตมีลักษณะของความละเอียดเป็นเบื้องต้นมีคำภาวนา และการไตร่ตรองคำภาวนานั้นอยู่ตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็มีความชุ่มชื่นปลาบปลื้มใจ มีความสุข มีอารมย์จดจ่อเป็นหนึ่งเดียว

3.2. ทุติยฌาน มีอาการของจิต 3 อย่างคือ
  -ปีติ คือมีความชุ่มชื่นปลาบปลื้มใจ
  -สุข คือมีความอิ่มใจ มีความสุขเกิดขึ้นจากสภาวะนั้น
  -เอกัคคตา มีอารมย์จิตเป็นหนึ่งเดียวคือจดจ่ออยู่กับอารมย์จิตที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีอย่างอื่นเข้ามาสอดแทรก

วิตก และวิจาร หายไป คือคำบริกรรมและการไตร่ตรองคำภาวนานั้นหายไปโดยอัตโนมัติ ลมหายใจจะช้าลง จิตมีลักษณะชุ่มชื่นมีความสุขละเอียดมากกว่าปฐมฌาน จิตมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวไม่ไหวเอน

3.3. ตติยฌาน มีอาการของจิต 2 อย่างคือ
  -สุข คือมีความอิ่มใจ มีความสุขเกิดขึ้นจากสภาวะนั้น
  -เอกัคคตา มีอารมย์จิตเป็นหนึ่งเดียวคือจดจ่ออยู่กับอารมย์จิตที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีอย่างอื่นเข้ามาสอดแทรก

จิตมีลักษณะที่ละเอียดขึ้นไปอีกจากทุติยฌาน ปีติคือวามชุ่มชื่นปลาบปลื้มใจหายไปอัตโนมัติ จิตมีลักษณะเคร่งตึงเป๋งนิ่งสนิทเหมือนมีอะไรมัดไว้ ในสภาวะที่เคร่งตึงนั้นก็มีความสุขละเอียดมากขึ้นยิ่งกว่าทุติยฌานและจิตมีสภาวะหนึ่งเดียวไม่ไหวเอน

3.4. จตุถฌาน มีอาการของจิตเพียงอย่างเดียวคือ
  -เอกัคคตา มีอารมย์จิตเป็นหนึ่งเดียวคือจดจ่ออยู่กับอารมย์จิตที่เป็นสมาธินั้น ไม่มีอย่างอื่นเข้ามาสอดแทรก
จิตที่เข้าถึงฌานที่ 4 นี้จะมีอาการของจิตเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งคือ อุเบกขา มีอารมย์วางเฉยไม่สนใจกับสิ่งทั้งปวงอย่างเด็ดขาด จิตจะมีลักษณะเป็นหนึ่งเดียวนิ่งสนิท อารมย์สุขละเอียดที่เกิดจากตติยฌานจะหายไปโดยอัตโนมัติ


สิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ หรือสิ่งที่เป็นตัวขัดขวางสมาธิ คือ กิเลส ที่เกิดจากนิวรณ์ 5 ประการดังต่อไปนี้
นิวรณ์ คือสิ่งที่ขวางกั้นจิตทำให้สมาธิไม่อาจเกิดขึ้นได้ มี 5 อย่างคือ

1.กามฉันทะ คือความยินดี พอใจ เพลิดเพลินในกามคุณอารมณ์ ได้แก่ ความยินดี พอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ(สิ่งสัมผัสทางกาย) อันน่ายินดี น่ารักใคร่พอใจ รวมทั้งความคิดอันเกี่ยวเนื่องด้วยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนั้น (คำว่ากามในทางธรรมนั้น ไม่ได้หมายถึงเรื่องเพศเท่านั้น)

2.พยาปาทะ คือ ความโกรธ ความพยาบาท ความไม่พอใจ ขัดเคืองใจ

3.ถีนมิทธะ แยกเป็นถีนะคือความหดหู่ท้อถอย และมิทธะคือความง่วงเหงาหาวนอนถีนะและมิทธะนั้นมีอาการแสดงออกที่คล้ายกันมาก คือทำให้เกิดอาการเซื่องซึมเหมือนกัน แต่มีสาเหตุที่ต่างกันคือ
ถีนะเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เกิดจากการปรุงแต่งของจิต ทำให้เกิดความย่อท้อ เบื่อหน่าย ไม่มีกำลังที่จะทำความเพียรต่อไป
ส่วนมิทธะนั้นเกิดจากความเมื่อยล้าอ่อนเพลียของร่างกาย หรือจิตใจจริง ๆ เนื่องจากตรากตรำมามาก หรือขาดการพักผ่อนที่เพียงพอ หรือการรับประทานอาหารที่มากเกินไป มิทธะนี้ไม่จัดเป็นกิเลส (พระอรหันต์ไม่มีถีนะแล้ว แต่ยังมีมิทธะได้เป็นบางครั้ง)

4.อุทธัจจกุกกุจจะ แยกเป็นอุทธัจจะคือความฟุ้งซ่านของจิต และกุกกุจจะคือความรำคาญใจ
อุทธัจจะนั้นคือการที่จิตไม่สามารถยึดอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานาน จึงเกิดอาการฟุ้งซ่าน เลื่อนลอยไปเรื่องนั้นที เรื่องนี้ที
ส่วนกุกกุจจะนั้นเกิดจากความกังวลใจ หรือไม่สบายใจถึงอกุศลที่ได้ทำไปแล้วในอดีต ว่าไม่น่าทำไปอย่างนั้นเลย หรือบุญกุศลต่างๆ ที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำ ว่าน่าจะได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้

5.วิจิกิจฉา คือความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ หรือไม่ปักใจเชื่อว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด หรือควรทำแบบไหนดี จิตจึงไม่อาจมุ่งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งได้อย่างเต็มที่ สมาธิจึงไม่เกิดขึ้น

นิวรณ์ทั้ง 5 ตัวนี้ มีเฉพาะอุทธัจจะเท่านั้นที่เกิดขึ้นตัวเดียวได้ ส่วนนิวรณ์ตัวอื่น ๆ นอกนั้น เมื่อเกิดจะเกิดขึ้นร่วมกับอุทธัจจะเสมอ นิวรณ์ทั้ง5 เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำสมาธิ ถ้านิวรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง หรือหลายตัวเกิดขึ้น สมาธิก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย แต่นิวรณ์ทั้ง 5 นี้ไม่เป็นตัวขวางกั้นวิปัสสนาเลย ทั้งยังเป็นประโยชน์แก่วิปัสสนาอีกด้วย เพราะวิปัสสนานั้นเป็นการเรียนรู้ธรรมชาติของสรรพสิ่ง ไม่ว่าขณะนั้นอะไรจะเกิดขึ้น ก็เป็นประโยชน์ให้เรียนรู้ได้เสมอ นิวรณ์ทั้ง 5 นี้ก็เป็นธรรมชาติอย่างหนึ่ง ๆ ของจิตที่เป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ ให้เห็นถึงความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่อยู่ในอำนาจ ของจิตเช่นกัน


เมื่อจะเริ่มทำสมาธิภาวนาควรพิจารณาและกำหนดรู้ในนิวรณ์ 5 ประการนี้เสียก่อน หากว่ามีนิวรณ์เกิดขึ้นในจิตก่อนทำสมาธิควรกำหนดรู้และระงับกำจัดไปเสียจากใจก่อนทำสมาธิเพราะถ้าหาก ฝืนทำสมาธิลงไปนิวรณ์ที่ค้างอยู่จะกวนจิตใจ สมาธิก็จะไม่เกิดขึ้นนั่นเอง ที่ทำสมาธิกันไม่ได้ก็เพราะไม่กำจัดนิวรณ์เสียก่อนนี่แหละ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 มีนาคม 2012, 07:43:59 PM โดย admin » แจ้งลบกระทู้นี้หรือติดต่อผู้ดูแล   บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

visitor online 21  Online   www.siammongkol.com : website uptime


Siam Mongkol Forums(SMF) © 2017
Powered by SMF 1.1.11 | SMF © 2006-2009, Simple Machines LLC
Simple Audio Video Embedder | Thai language by ThaiSMF
| SMFThaiweb.com | Sitemap
ติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ที่ : siammongkol@yahoo.com
w3c-css validation of : http://www.siammongkol.com/smf/  W3C-html Validtion for : http://www.siammongkol.com/smf/  [Valid RSS]