วังใหม่ที่ปทุมวัน : ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม “ความทรงจำอันเลือนราง”

วังใหม่ที่ปทุมวัน : ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม “ความทรงจำอันเลือนราง”

วังใหม่ที่ปทุมวัน เป็นวังที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๒๔ ที่ตำบลปทุมวัน เพื่อพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก อันประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี หากสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นเสด็จทิวงคตเสียเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ วังใหม่จึงไม่เคยเป็นที่ประทับ และต่อมาในปลายรัชกาลจึงโปรดให้โรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการไปตั้งอยู่ที่วังนั้น

เมื่อสิ้นรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ทรงสานต่อพระราชปณิธานด้านการศึกษาของสมเด็จพระบรมชนกนาถ โดยโปรดให้สถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นที่ตำบลปทุมวันใน พ.ศ. ๒๔๕๓ โดยใช้วังใหม่เป็นอาคารเรียนสำหรับแผนกกสิกรรมและยันตรศึกษา (วิศวกรรมศาสตร์) ในระยะต้น และแผนกวิทยาศาสตร์ในระยะถัดมา แม้เมื่อรัชกาลที่ ๖ ได้โปรดให้สถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือนขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และพัฒนาสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ในบริเวณมหาวิทยาลัยสืบมาแล้ว วังใหม่ก็ยังคงเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย โดยใช้เป็นอาคารเรียนและหอพักนิสิตสืบต่อมา

ในประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมไทย วังใหม่ที่ปทุมวันมีความสำคัญทั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความเปลี่ยนแปลงในสถาปัตยกรรมไทยในช่วงต้นรัชกาลที่ ๕ และในการขยายตัวของพระนครสมัยใหม่ นอกจากนั้นยังสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงในคติธรรมเนียมการสืบราชสมบัติ จากแบบประเพณีโบราณมาเป็นระบบมกุฎราชกุมารอย่างตะวันตกอีกด้วย

อย่างไรก็ดีปัจจุบันนี้เรายังมีข้อมูลน้อยมากเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมวังใหม่ เนื่องจากตัววังถูกรื้อทำลายลงโดยรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ใน พ.ศ. ๒๔๗๙ เพื่อสร้างสนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ คงเหลือร่องรอยของวังอยู่เพียงในชื่อตำบลวังใหม่ เขตปทุมวัน เท่านั้น

ที่ปทุมวัน

ที่ปทุมวันเป็นที่นานอกพระนครทางด้านทิศตะวันออก เป็นส่วนหนึ่งของที่ราบผืนใหญ่ที่เรียกว่าทุ่งบางกะปิ บางส่วนเป็นที่ลุ่มที่มีบัวหลวงมากมายมาแต่เดิม บางส่วนเป็นที่นาหลวง ซึ่งสันนิษฐานว่าคงจะจับจองไว้ตั้งแต่มีการขุดคลองไปบางขนากในรัชกาลที่ ๓[1] ต่อมาใน พ.ศ. ๒๓๙๖ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ได้โปรดให้สร้างพระราชวังและพระราชอุทยานขึ้น ณ ตำบลนั้นสำหรับเสด็จประพาส และเพื่อให้ราษฎรไปแล่นเรือได้เหมือนครั้งกรุงเก่า โดยมีคลองแสนแสบเป็นเส้นทางเชื่อมโยง[2] เป็นส่วนหนึ่งของการขยายพระนครออกมาทางด้านตะวันออกในช่วงปลายรัชกาลที่ ๔ ซึ่งแนวความคิดที่จะขยายการพัฒนาเมืองมาในทิศทางนี้คงมีสืบมาจนตลอดรัชกาลที่ ๕

เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศประสูติใน พ.ศ. ๒๔๒๑ นั้น พระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่ ๕ หลายพระองค์กำลังทรงเจริญพระชันษาพอที่จะทรงมีวังเป็นของแต่ละพระองค์เอง ซึ่งทำให้มีการสร้างวังพระราชทานพระเจ้าน้องยาเธอหลายแห่งตามแนวถนนบำรุงเมือง ถนนเจริญกรุง และถนนมหาชัย ภายในกำแพงพระนครด้านตะวันออก[3] ส่วนบริเวณปทุมวันนั้น ใน พ.ศ. ๒๔๒๓ รัชกาลที่ ๕ ได้โปรดให้สร้างวังสำหรับพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าสวัสดิโสภณขึ้น ในที่ที่รัชกาลที่ ๔ ได้พระราชทานไว้แต่เดิม[4] และในปีเดียวกันนั้นก็ทรงซื้อที่นาและสวนในบริเวณเดียวกัน เพื่อเตรียมไว้ทำวังพระราชทานสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ พระราชโอรสองค์ใหญ่ ซึ่งขณะนั้นมีพระชนมายุได้เพียง ๓ พรรษา[5]

ที่ดินบริเวณปทุมวันที่รัชกาลที่ ๕ ทรงซื้อเพื่อทำวังใหม่นั้น เป็นที่สวนซึ่งเดิมเป็นสมบัติของสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิชัยญาติ (ทัต บุนนาค) ผู้อาจได้เข้าจับจองที่ดินในบริเวณดังกล่าวมาตั้งแต่ครั้งที่รัชกาลที่ ๔ โปรดให้ท่านเป็นแม่กองในการสร้างพระราชอุทยานที่ปทุมวัน และการก่อสร้างวัดปทุมวนารามใน พ.ศ. ๒๓๙๖ แล้ว[6] ที่ดินนั้นได้ตกทอดมาเป็นของเจ้าคุณนุ่มและเจ้าคุณเป้า ธิดาของสมเด็จเจ้าพระยาองค์นั้น ซึ่งได้นำที่ดินดังกล่าวขึ้นน้อมเกล้าฯ ถวายขายแก่รัชกาลที่ ๕ ตามพระราชประสงค์[7]

นอกจากที่ดินผืนดังกล่าวแล้ว ในช่วง พ.ศ. ๒๔๒๓-๒๔๒๔ นั้นปรากฏว่ารัชกาลที่ ๕ ทรงรวบรวมที่นาและที่สวนบริเวณปทุมวันไว้ได้เป็นอันมากด้วยการจัดซื้อจากราษฎร โดยโปรดให้พระยาอินทราธิบดีสีหราชรองเมืองเป็นผู้ดำเนินการ และโปรดให้หลวงชลยุทธโยธินทร์ (กัปตันริชลิว ชาวเดนมาร์ก) เป็นผู้จัดทำแผนที่และปักหมุดกำหนดเขตที่ดิน[8] โดยรัชกาลที่ ๕ และสมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนา พระราชเทวี ได้เสด็จพระราชดำเนินโดยรถพระที่นั่งไปทอดพระเนตรที่ดินบริเวณดังกล่าวด้วยพระองค์เองอย่างน้อย ๒ ครั้ง ในเดือนมีนาคมและเมษายน พ.ศ. ๒๔๒๔ และนอกจากนี้ยังปรากฏว่ารัชกาลที่ ๕ ยังมีพระบรมราโชบายที่จะพัฒนาที่ดินแถบนี้เพิ่มเติม โดยโปรดให้ขุดคลองเพื่อกำหนดเขตที่ดิน พร้อมทั้งทำสะพานข้าม[9] และโปรดให้ขุดลอกคลองหัวลำโพงให้กว้างและลึกขึ้นเพื่อความสะดวกแก่การเดินเรือในอนาคต[10]

การพัฒนาที่ดินบริเวณปทุมวันครั้งนั้นอาจมองได้ว่าเป็นการเจริญรอยตามธรรมเนียมปฏิบัติที่มีมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ ซึ่งมักจะมีการพระราชทานที่ดินสำหรับทำวังที่อยู่ใกล้เคียงกับถนนหลักสายใดสายหนึ่งในพระนคร พร้อมทั้งพระราชทานตึกแถวของพระคลังข้างที่ที่อยู่บริเวณนั้น เพื่อพระเจ้าลูกยาเธอจะได้ทรงมีรายได้จากค่าเช่าตึกแถวและอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ สืบไป

แต่ในทางกลับกัน การสร้างวังใหม่ที่ปทุมวันนั้นต่างออกไปอย่างมากจากการสร้างวังเจ้านายในรัชกาลที่ ๔ เช่นกัน ตรงที่เป็นการสร้างวังใหม่นอกเขตพระนครสำหรับเจ้านายผู้ทรงพระอิสริยยศระดับสมเด็จหน่อพระพุทธเจ้า สะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงจากคตินิยมเดิมที่ถือว่าพื้นที่นอกพระนครเป็นที่รกร้างห่างไกลจากศูนย์กลางของความเจริญและพระราชอำนาจในพระบรมมหาราชวัง มาเป็นคติใหม่ที่ถือว่าพื้นที่นอกพระนครเป็นที่สบาย สามารถสร้างวังได้ใหญ่โตสมพระเกียรติยศสมเด็จพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ทั้งยังมีที่นาที่สวนมากมายรอบบริเวณวัง อันย่อมจะสร้างผลประโยชน์ให้แก่องค์เจ้าของวังนั้นตั้งแต่ยังมิได้เสด็จไปประทับ และเมื่อทรงเจริญพระชันษาจนออกวังแล้วก็คงมีชุมชนเกิดขึ้นรอบวัง ผลประโยชน์ต่างๆ ก็คงทวีขึ้นเป็นลำดับ

วังใหม่

หลังจากที่ได้มีการจัดซื้อและปรับปรุงที่ดินบริเวณปทุมวันแล้ว การก่อสร้างวังใหม่ก็เริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๒๔ โดยรัชกาลที่ ๕ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงก่อพระฤกษ์ด้วยพระองค์เอง[11] และเสด็จไปทอดพระเนตรการก่อสร้างอีกอย่างน้อย ๑ ครั้ง[12] การก่อสร้างวังใหม่แล้วเสร็จในราวเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๒๗[13]

ตำหนักที่วังใหม่เป็นผลงานการออกแบบก่อสร้างของนายโยอาคิม แกรซี (Joachim Grassi) ช่างชาวอิตาเลียนซึ่งเปิดบริษัทออกแบบรับเหมาก่อสร้าง Grassi Brothers & Co. ในกรุงเทพฯ ระหว่าง พ.ศ. ๒๔๑๓-๒๔๓๗ ผลงานออกแบบก่อสร้างที่สำคัญก่อนที่นายแกรซีจะมาทำวังใหม่ ได้แก่ พระราชวังบางปะอิน (พ.ศ. ๒๔๑๕-๒๔๑๙) วังบูรพาภิรมย์ (พ.ศ. ๒๔๑๘-๒๔๒๔) วัดนิเวศธรรมประวัติ (พ.ศ. ๒๔๑๙-๒๔๒๑) ตำหนักกลาง ตำหนักพรรณราย วังท่าพระ (พ.ศ. ๒๔๒๓)[14] และวังของพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ (พ.ศ. ๒๔๒๓)[15] อาคารเหล่านี้ล้วนมีรูปแบบอย่างตะวันตกต่างๆ กันไป สะท้อนถึงความนิยมในรูปแบบตะวันตกของชนชั้นนำสยามในสมัยนั้น และลักษณะอันหลากหลาย (eclectic) ของสถาปัตยกรรมตะวันตกในช่วงครึ่งหลังของคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙

ผังตำหนักเป็นแบบไม่สมมาตร มี ๔ ชั้น ชั้นล่างประกอบด้วยห้องจัดเลี้ยง ห้องนั่งเล่น ห้องพักคอย ห้องอาหาร ห้องนอน และห้องน้ำหลายห้อง ชั้น ๒ เป็นส่วนที่ประทับ ประกอบด้วยโถงทางเข้า ห้องพักคอย ห้องนั่งเล่น ห้องเสวย ห้องบรรทม ห้องสรง ห้องทรงบิลเลียด และห้องทรงพระอักษร ชั้น ๓ ประกอบด้วยห้องนั่งเล่น ห้องมหัคฆภัณฑ์ และเฉลียงดาดฟ้า ส่วนชั้น ๔ เป็นห้องเล็กเฉพาะส่วนหอคอยแปดเหลี่ยมด้านทิศตะวันออก

รูปทรงอาคาร จึงแบ่งได้เป็น ๓ ส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกได้แก่ส่วนโถงทางเข้า ห้องเสวย และห้องนั่งเล่น ซึ่งอยู่ตรงกับแนวแกนถนนทางเข้า มีการเน้นด้วยรูปด้านแบบสมมาตร และมีบันไดทางขึ้นซ้ายขวาเสมอกัน ส่วนที่ ๒ คือส่วนห้องบรรทม และที่ประทับพักผ่อนทางทิศตะวันออก มีจุดเด่นคือหอคอยรูปทรงแปดเหลี่ยมที่สูงถึง ๔ ชั้น ส่วนสุดท้ายคือส่วนบริการทางทิศตะวันตกและด้านหลังของตัวตำหนัก ซึ่งมีรูปแบบที่เรียบง่ายกว่า ประดับด้วยหอคอยแปดเหลี่ยมขนาดย่อม

ตัวตำหนักวังใหม่นี้ โครงสร้างอาคารเป็นผนังก่ออิฐรับน้ำหนัก ประกอบกับโครงสร้างไม้ มีการใช้เสาหินแกรนิตในส่วนที่รับน้ำหนักมาก และเสาหินอ่อนในส่วนที่ต้องการให้ประณีตเป็นพิเศษ พื้นอาคารมีทั้งพื้นไม้ พื้นปูหินอ่อน และพื้นปูกระเบื้องลายฝ้าเพดานไม้ ช่องเปิด ๒ ชั้นล่าง เป็นซุ้มยอด ช่องเปิดชั้น ๓ และชั้น ๔ เป็นซุ้มยอดโค้งแหลม (pointed arch) บานประตูหน้าต่าง เป็นบานไม้ลูกฟักไม้ บางบานด้านล่างทำลูกฟักเกล็ดไม้ ผนังอาคาร ชั้นล่างฉาบปูนเซาะร่องให้ดูคล้ายผนังหินก่อ ชั้นบนบางส่วนก่ออิฐโชว์แนว บางส่วนฉาบปูนเรียบและทาสีเป็นแถบอ่อนแก่สลับกันทางนอน ยอดผนังรอบอาคารทำเป็นใบเสมาแบนอย่างฝรั่ง อันทำให้อาคารดูคล้ายป้อมปราการในยุคกลาง

ความแปลกใหม่ทั้งในรูปแบบสถาปัตยกรรมและตำแหน่งที่ตั้งของวังใหม่ที่ปทุมวัน ย่อมสะท้อนถึงพระสถานะอันพิเศษของสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ที่สมเด็จพระบรมชนกนาถทรงกำหนดไว้ตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์แล้ว ว่าจะโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์ใหญ่นี้เป็นองค์รัชทายาท สอดคล้องกับคติธรรมเนียม Crown Prince อย่างตะวันตก และภายใน ๒ ปีหลังจากที่วังใหม่ที่ปทุมวันแล้วเสร็จ รัชกาลที่ ๕ ก็โปรดเกล้าฯ ให้ยุบเลิกตำแหน่งพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสีย เมื่อสมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรวิไชยชาญเสด็จทิวงคตในเดือนกันยายน พ.ศ. ๒๔๒๘ และทรงสถาปนาสมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศขึ้นเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารพระองค์แรก เมื่อวันที่ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๙[16]

โรงเรียนสำหรับกระทรวงเกษตราธิการ

อย่างไรก็ดีเมื่อสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารทรงเจริญพระชันษาขึ้นแล้ว ก็ยังคงเสด็จประทับอยู่กับสมเด็จพระบรมชนกนาถที่บนพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวังสืบมา ต่อมาภายหลังปรากฏว่ารัชกาลที่ ๕ โปรดให้สร้างพระตำหนักพระราชทานที่บริเวณโรงแสงเก่า คือบริเวณพระที่นั่งภาณุมาศจำรูญในปัจจุบัน[17] หากสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชพระองค์นั้นเสด็จทิวงคตเสียในเดือนมกราคม พ.ศ. ๒๔๓๗ เมื่อมีพระชนมายุได้เพียง ๑๗ พรรษา จึงมิได้เคยเสด็จประทับที่วังใหม่ที่ปทุมวัน หรือที่พระตำหนักโรงแสงเก่าเลย[18]

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๓๙ รัชกาลที่ ๕ จึงมีพระบรมราชานุญาตให้โรงเรียนการแผนที่ของกรมแผนที่ย้ายมาตั้งที่วังใหม่[19] เนื่องจากเป็นอาคารที่มิได้มีการใช้งาน และตั้งอยู่ในทุ่งปทุมวัน อันเป็นที่หลวงซึ่งกว้างใหญ่ เหมาะแก่การฝึกหัดทำแผนที่[20] ด้านเหนือจดถนนสระประทุม (ถนนพระราม ๑) ด้านใต้จดถนนตรง (ถนนพระราม ๔) ด้านตะวันออกจดถนนสนามม้า (ถนนอังรีดูนังต์) และด้านตะวันตกจดคลองสวนหลวง[21] คิดเป็นเนื้อที่ถึง ๑,๒๗๗ ไร่ ๑ งาน ๑ ตารางวา[22]

ใน พ.ศ. ๒๔๔๒ กรมแผนที่และโรงเรียนการแผนที่ถูกโอนไปสังกัดกระทรวงเกษตราธิการ และต่อมาก็มีการตั้งโรงเรียนสำหรับกระทรวงเกษตราธิการขึ้น สอนการทำแผนที่ การทดน้ำ และการกสิกรรม เพื่อผลิตบุคลากรสำหรับกรมแผนที่ กรมคลอง และกรมเพาะปลูก[23] โดยกระทรวงเกษตราธิการเช่าที่ตำบลปทุมวันทั้งหมดจากกรมพระคลังข้างที่ เป็นค่าเช่าปีละ ๔,๘๐๐ บาท[24] เพื่อตั้งโรงเรียนดังกล่าว ขยายจากโรงเรียนการทำแผนที่เดิม สันนิษฐานว่าในระยะนี้คงจะมีการสร้างอาคารบริวารเพิ่มเติมรอบๆ ตัวตำหนักวังใหม่ และมีการทดลองทางการเกษตรและชลประทานในพื้นที่ทางด้านใต้และด้านตะวันออกของตัววัง อันทำให้ทุ่งปทุมวันมีแนวคูคลองและถนนเป็นตาตารางขนาดใหญ่ แตกต่างอย่างมากจากรูปแบบของแนวคลองธรรมชาติและท้องร่องสวนของพื้นที่โดยรอบ[25] นับได้ว่าพื้นที่บริเวณวังใหม่และทุ่งปทุมวันในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการปฏิรูปการศึกษาเทคนิควิทยา (technical education) ของสยาม การศึกษาศาสตร์อย่างใหม่ต่างๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งวิชากำลังของน้ำ (Hydrotechnical Engineering) วิชาการก่อสร้าง (Building Construction) หรือวิชาพฤกษศาสตร์ (Botany)[26] จึงมีจุดเริ่มต้นในสยาม ณ วังใหม่นี้เอง

โรงเรียนข้าราชการพลเรือนในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ หลังจากรัชกาลที่ ๖ เสด็จขึ้นครองราชย์ได้เพียง ๒ เดือนเศษ ก็ทรงสานต่อพระราชปณิธานด้านการอุดมศึกษาของสมเด็จพระบรมชนกนาถทันที โดยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระราชทานเงินที่คงเหลือจากการสร้างพระบรมรูปปิยมหาราชานุสาวรีย์ เป็นทุนสำหรับสร้างโรงเรียนในขั้นแรก[27] และพระราชทานที่ตำบลปทุมวัน รวมทั้งวังใหม่ อันอยู่ในการดูแลของพระคลังข้างที่ ให้ใช้เป็นที่ตั้งโรงเรียนดังกล่าวได้สืบไป โดยให้พระคลังข้างที่เก็บค่าเช่าปีละ ๔,๘๐๐ บาท เท่ากับเมื่อให้โรงเรียนกระทรวงเกษตราธิการเช่า[28] ทั้งนี้มีหลักฐานว่าการเลือกที่ปทุมวันเป็นที่ตั้งสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นเป็นพระราชดำริของรัชกาลที่ ๕ มาแต่เดิมแล้ว ดังความที่พระยาวิสุทธสุริยศักดิ์ (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) ผู้จัดการโรงเรียนมหาดเล็ก กราบบังคมทูลรัชกาลที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๓ ความว่า :

“เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ล่วงแล้วมา ได้เสด็จที่สามัคยาจารย์สโมสรสถานเมื่อเร็วๆ ก่อนเสด็จสวรรคตนั้น ได้ทอดพระเนตร์สถานที่ จึงมีพระราชกระแสว่า ที่บริเวณวัดราชบุรณะนั้นไม่กว้างใหญ่เท่ากับที่ทรงเข้าพระราชหฤทัย ไม่ใหญ่พอจะเปนมหาวิทยาลัยในข้างหน้าได้ จำจะต้องเปนโรงเรียนมัธยมอยู่อย่างนั้นเอง และพระราชทานพระราชกระแสว่า ที่จะคิดให้เปนมหาวิทยาลัยนั้นต้องไปจับที่ประทุมวัน เพราะพื้นที่กว้างใหญ่มีทางที่จะเปิดให้กว้างขวางสำหรับการข้างหน้าได้ และที่ไผ่สิงห์โตก็มีเปนทุนอยู่แล้ว โปรดเกล้าฯ ว่าจะคิดอย่างไรก็ให้คิดเสีย”[29]

ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๕๖ ทางสภาจัดการโรงเรียนข้าราชการพลเรือนได้มอบหมายให้พระยาศรีวรวงษ์ ผู้บัญชาการโรงเรียนข้าราชการพลเรือน จัดทำผังแม่บทสำหรับที่ดินทุ่งปทุมวันที่ได้รับพระราชทานทั้งผืน พระยาศรีวรวงษ์ได้เสนอให้พื้นที่ด้านตะวันตกของถนนพญาไท อันรวมถึงพื้นที่วังใหม่ด้วยนั้น เป็นพื้นที่ศึกษาและทดลองทางการกสิกรรม พฤกษศาสตร์ และสัตววิทยาสำหรับโรงเรียน ในขณะที่พื้นที่ทางด้านตะวันออกนั้นกำหนดให้เป็นส่วนอาคารเรียนและตึกบัญชาการ โดยให้ด้านถนนสนามม้าเป็นด้านหน้าของโรงเรียน ซึ่งจะยกขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยต่อไป ตอบรับกับการขยายตัวของเมืองในแถบนี้ ได้แก่ บริเวณสวนลุมพินี โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนนราชดำริ และถนนวิทยุ เป็นต้น[30] ส่งผลให้พื้นที่ฟากตะวันตกของถนนพญาไทกลายเป็นด้านข้างของมหาวิทยาลัย โดยบริเวณวังใหม่นั้นต่อมาก็ปรากฏว่ากลายเป็นพื้นที่พักอาศัย มีการสร้างบ้านพักผู้บัญชาการ คณาจารย์ ตลอดจนหอพักนิสิตสืบต่อมา[31]

ใน พ.ศ. ๒๔๕๙ รัชกาลที่ ๖ มีพระบรมราชโองการให้สถาปนาโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารเรียนต่างๆ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อแรกสถาปนาคงอยู่ทางฟากตะวันออกของถนนพญาไทเป็นส่วนมาก ตามผังแม่บทที่พระยาศรีวรวงษ์ได้วางไว้ และวังใหม่ก็คงลดความสำคัญลงในฐานะอาคารเรียน แม้จะปรากฏว่ายังคงเป็นตึกเรียนของคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์สืบต่อมาจนอย่างน้อย พ.ศ. ๒๔๗๑ แต่อาคารในบริเวณวังโดยมากถูกใช้เป็นหอพักนิสิตตั้งแต่ราว พ.ศ. ๒๔๕๘ แล้ว[32]

สนามศุภชลาศัยกรีฑาสถานแห่งชาติ

ใน พ.ศ. ๒๔๗๗ สองปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง นาวาโท หลวงศุภชลาศัย (บุง ศุภชลาศัย) อธิบดีกรมพลศึกษา ผู้เป็นสมาชิกคนสำคัญในคณะราษฎร ได้ทำสัญญาเช่าที่ดินที่ตำบลวังใหม่กับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อสร้างสนามกรีฑาสถานและโรงเรียนพลศึกษากลางขึ้นที่บริเวณวังใหม่ การก่อสร้างสนามกรีฑาสถานเริ่มขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๐ และเปิดใช้ได้บางส่วนใน พ.ศ. ๒๔๘๑[33] การก่อสร้างคงดำเนินต่อมาอีก ๓ ปีจนเสร็จสมบูรณ์ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๔๘๕ สนามกรีฑาสถานได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นสนามศุภชลาศัย กรีฑาสถานแห่งชาติ เพื่อเป็นเกียรติแก่หลวงศุภชลาศัยสืบไป

วังใหม่อันเคยเป็นสัญลักษณ์ของสยามใหม่ สถาปัตยกรรมสำหรับสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช จุดเริ่มต้นของการศึกษาเทคนิควิทยาอย่างตะวันตก หรือปฐมบททางสถาปัตยกรรมของสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกของสยาม ปัจจุบันจึงเหลือเพียงความทรงจำอันเลือนราง ในชื่อตำบลวังใหม่ เขตปทุมวัน และในชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมและประติมากรรมหินอ่อนจำนวนหนึ่ง ในบริเวณสนามศุภชลาศัยเท่านั้น

The post วังใหม่ที่ปทุมวัน : ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม “ความทรงจำอันเลือนราง” appeared first on Thailand News.