คำเล่าลือรัชกาลที่ 6 “มีพระชายาไม่ได้” และคำอธิบายจากเจ้านายที่ถวายรับใช้ใกล้ชิด

คำเล่าลือรัชกาลที่ 6 “มีพระชายาไม่ได้” และคำอธิบายจากเจ้านายที่ถวายรับใช้ใกล้ชิด

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงฉลองพระองค์อย่างอยู่กับบ้าน ประทับฉายพระบรมฉายาลักษณ์พร้อมด้วย ย่าเหล สุนัขทรงเลี้ยง

 

ตอนหนึ่งในเรื่อง “พระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 (สิ่งที่ข้าพเจ้าพบเห็น สมัยรัชกาลที่ 6)” (สนพ.มติชน, มีนาคม 2561) หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงนิพนธ์เกี่ยวกับเรื่อง การทรงเป็นโสดของรัชกาลที่ 6 จนทรงถูกติเตียนเรื่องพระมเหสี และคำเล่าลือว่า “พระองค์มีพระชายาไม่ได้”

ท่านหญิงพูนทรงมีข้อมูลเรื่องราวดังกล่าวได้อย่างไร

นั่นก็เป็นเพราะว่า “หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล ทรงเป็นอนุวงศ์ฝ่ายในเพียงองค์เดียวที่ได้มีโอกาสถวายการรับใช้พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยใกล้ชิด ได้รับพระมาหากรุณาธิคุณเป็นอเนกประการนับแต่เสด็จเสวยศิริราชสมบัติ…” (หม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล. “คำปรารภ” ใน, “พระราชวงศ์จักรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 ฯ)”

งานนิพนธ์ของหม่อมเจ้าพูนพิศมัย ได้อธิบายเรื่องดังกล่าวไว้ดังนี้ [จัดย่อหน้าใหม่และสั่งเน้นคำโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนรรม]

ในเรื่องพระมเหษีนั้น เป็นเรื่องหนึ่งที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว [รัชกาลที่ 6] ทรงถูกติเตียน ทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ ข้าพเจ้า [หม่อมเจ้าพูนพิศมัย ดิศกุล] ได้ยิน, ได้ฟัง, ได้อ่านจนวิงเวียนด้วยความเศร้าใจ. ฉะนั้นในที่นี้, เราจะต้องพูดกันให้เข้าใจว่าเป็นมาอย่างไรตั้งแต่ต้น โดยความเที่ยงตรงไม่โอนเอียงเข้าแก่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด. เพราะถ้าถามข้างไหนข้างนั้นก็ย่อมจะต้องเห็นอีกฝ่ายหนึ่งผิดเป็นธรรมดา

ข้าพเจ้าได้พยายามเรียนเรื่องนี้มาช้านานแล้ว, ก็ยังไม่ได้รู้เท่าที่พอใจจะรู้, จนพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้วถึง 10 ปีกว่า จึงมีโอกาสได้สนทนากับท่านผู้มีชื่อต่างๆ นี้เกือบจะทุกคน, ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวว่าได้รู้จากผู้ใดโดยไม่จำเป็น, ทั้งนี้ไม่มีความประสงค์จะให้เขาหมางใจกันต่อไปอีก. ขอรับรองแต่ว่าได้รู้จากปากที่ 1 ทั้งนั้น.

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช [รัชกาลที่ 6] ของเราเสด็จกลับจากยุโรปเข้ามาเมืองไทยเมื่อพระชันษา 22 ปีแล้ว. พระรูปโฉมโนมพรรณ์ราวกับหล่อด้วยพระจันทร์สว่างไสว พระเกียรติยศยิ่งใหญ่ รองแต่พระเจ้าแผ่นดินลงมาเท่านั้น. ใครเล่าจะไม่มุ่งมาดปรารถนา! แต่-พระองค์ก็เสด็จอยู่เป็นโสดต่อมาโดยมิได้ด่างพร้อยวี่แววในเรื่องผู้หญิงเลย. เพราะถ้ามีเรื่องอะไร, แม้นิดหนึ่ง ก็จะต้องโจทย์กันแซ่ จนเราเบื่อหน่ายที่จะฟัง.

ด้วยมนุษย์สนุกในการพูดเรื่อง Sex Affair เป็นอย่างยิ่ง โดยฉะเพาะในบางกอกด้วยแล้ว, เกือบไม่พูดเรื่องอื่นกันเลยทีเดียว. มีคนพูดว่าทรงมีพระชายาไม่ได้. อนิจจา คนที่มีอำนาจบังคับตนเองได้เป็นพิเศษ แทนที่จะได้รับการชมเชยหรือบูชา กลับถูกหาว่าเป็นผู้ไม่ปรกติ! โลกนี้ช่างสกปรกจริงๆ.

เจ้าหญิงแมรี [พระนามเดิม Grand Duchess Maria Pavlovna of Russia] ของสวีเดนเมื่อเข้ามาในงานบรมราชาภิเศกได้เฟลิทพระเจ้าอยู่หัวจนคนลือไปพักหนึ่ง แต่แล้วเจ้าหญิงองค์นี้เองได้ตรัสกับพวกเจ้าๆ ว่า-“มีได้, ทำไมจะมีไม่ได้” บางคนแอบกระซิบนินทาว่า-ไม่เคยรู้รสแตะต้องผู้หญิงเท่านั้น.

ข้าพเจ้าขอยืนยันว่าได้เคยเห็นผู้หญิงเข้ากอดปล้ำด้วยทำเป็นเด็กครึ่งสาวครึ่งด้วยตาข้าพเจ้าเองทีเดียว. เด็จลุงสรรพสาตร์ฯ [พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ] ยังได้ตรัสว่า-“แหม, เรานึกว่าเมียท่านอีก” แต่พระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสไล่ว่า-“อย่ากวนน่า” ทุกที. ฉะนั้นคำกล่าวหานี้จึงไม่มีความจริงอย่างใด ภายหลังต่อมาเมื่อมีเรื่อง Wallis Simpson ขึ้นแล้ว, มีคนกล่าวกันว่า King George กับ Queen Mary ก็ทรงผิดอย่างเดียวกับสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงและสมเด็จพระพันปี. เพราะถ้าทรงบังคับให้มีพระชายาเสียแต่ในเวลาทรงเป็นสมเด็จพระบรมฯ แล้วก็จะไม่มีเรื่องอื่นเกิดขึ้นได้เช่นนี้.

ข้าพเจ้าขอเป็นทนายถวายทั้ง 4 พระองค์นี้สักหน่อยเถิด. ถ้าท่านอ่าน Memoir ของ Prince Christopher of Greece ท่านก็จะเห็นได้ว่าแม้ Queen Alexandra ผู้ทรงเป็นสมเด็จย่าก็ยังได้ทรงจัดการแนะนำให้ Prince of Wales ทรงแต่งงาน. สมเด็จพระพันปีก็ได้ทรงจัดการกับสมเด็จพระบรมฯ ของเราอย่างเดียวกัน, ทรงแนะนำเจ้าหญิงต่างๆ ที่ทรงเห็นเหมาะ, แต่เพอินอย่างเดียวกันที่ๆ เหมาะก็ไม่ถูก taste ของผู้รับ. ฉะนั้นจึงทรงได้คำตอบเดียวกันว่า “ขอให้รักจึงจะมีความสุข!” และทั้งสมเด็จพระชนกและชนนีก็ทรงคอยด้วยความหวังความเชื่อในพระราชโอรสว่าจะทรงเลือกเองได้ดี, ด้วยกันทั้ง 4 พระองค์ แต่สิ่งใดจะเกิด สิ่งนั้นย่อมเกิด, หนีไม่พ้น!

ครั้นถึงเวลาสมเด็จพระบรมฯ เสด็จขึ้นเสวยราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน. ท่านเอ๋ย, พระมหากษัตริย์หนุ่ม, อันไม่ต้องช่วงชิง หรือรับเหลือมาจากผู้หนึ่งผู้ใดโดยฉะเพาะในเมืองไทยนั้นเป็นของหาไม่ได้ง่ายๆ ทั้งพระราชนิพนธ์ที่ทรงไว้ต่างๆ ในเรื่องผู้หญิงก็ไม่มีสิ่งที่จะกล่าวว่าผู้หญิงว่าไม่ดี, มีการเข้าด้วยและสงสารอยู่เสมอตามแบบ Educated Gentleman.

ฉะนั้นผู้หญิงทั้งที่มี brain และที่เป็น adventuress ก็จำจะต้องไฝ่ฝันกันทุกคน. พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเป็นพระจันทร์อันกระต่ายหมายปองอยู่รอบด้วย. ข้าพเจ้าไม่ติเตียนผู้หญิงที่ไฝ่ฝันนั้นเลยจนคนเดียว, เพราะทุกคนก็ต้องอยากได้ของที่ดีที่สุดด้วยกันทั้งนั้น, แต่ถ้าผู้ใดไฝ่ฝันจนถึงใส่ร้ายกันเพื่อช่วงชิง ก็จำต้องเห็นว่า-มากไปสักหน่อย!

ตามธรรมเนียมในเวลาเสด็จขึ้นพระราชมณเฑียรในงานบรมราชาภิเศก, ท้าววรจันทร์จะต้องทูลเกล้าฯ ถวายรายชื่อหญิงบรรดาศักดิ์ 12 คน เพื่อทรงใช้สอยปฏิบัติจึงเรียกว่า 12 พระกำนัล และท้าวทรงกันดาร-ถวายพวกกุญแจคลังทั้งสิ้นในพระบรมมหาราชวัง. พอเริ่มจัดงานก่อนวันบรมราชาภิเศก, พระเจ้าอยู่หัวก็ทูลสมเด็จพระราชชนนีว่า “หน้าที่ท้าววรจันทร์นั้น ขอประทานเลิกเสียที เพราะออกจะพ้นสมัยแล้ว!” ก็เป็นอันไม่มีการถวาย 12 พระกำนัล,

ผู้หญิงสาวต้องผ่านโชคลาภไปถึงหนึ่งโหล, น่าสงสารนัก!  แต่สมเด็จพระพันปีก็ได้ทรงเลือกเจ้าหญิงถวายอีกองค์หนึ่งเหมือนกัน, แต่พระเจ้าอยู่หัวได้ตรัสว่า-“ ก็ฉันไม่รักนี่นา” แล้วก็เลยลื่นกันไปอีกครั้งหนึ่ง.

 

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 26 มกราคม 2565

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_81510

The post คำเล่าลือรัชกาลที่ 6 “มีพระชายาไม่ได้” และคำอธิบายจากเจ้านายที่ถวายรับใช้ใกล้ชิด appeared first on Thailand News.