ย้อนคดีอำแดงเหมือน เมื่อหญิงสาวลุกขึ้นสู้ ไม่ยอมถูกคลุมถุงชนให้ชายที่ตัวไม่รัก

ย้อนคดีอำแดงเหมือน เมื่อหญิงสาวลุกขึ้นสู้ ไม่ยอมถูกคลุมถุงชนให้ชายที่ตัวไม่รัก

(ภาพประกอบเนื้อหา) หญิงไทยในอดีต ใช้ประกอบเนื้อหาเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับข้อมูลโดยตรง

ที่มา
ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2555
ผู้เขียน
กำธร เลี้ยงสัจธรรม
เผยแพร่
วันพฤหัสที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2564

 

คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ จ.ศ. 1227 (พ.ศ. 2408)…อำแดงเหมือนเป็นบุตรนายเกดกับอำแดงนุ่ม มีอายุได้ 21 ปี ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บางม่วง แขวงเมืองนนทบุรี ได้รักใคร่เป็นชู้กับนายริด โดยที่บิดามารดาของอำแดงเหมือนไม่รู้ ต่อมานายภูส่งเถ้าแก่มาสู่ขออำแดงเหมือนจากบิดามารดาของอำแดงเหมือน บิดามารดาก็ยินยอมยกอำแดงเหมือนให้เป็นภรรยานายภู เมื่ออำแดงเหมือนรู้ความว่าบิดามารดาจะยกตนให้เป็นภรรยานายภูก็ไม่ยอม จนบิดามารดาโกรธด่าว่าทุบตีตน

ต่อมาบิดามารดาของอำแดงเหมือนให้นายภูมาฉุดเอาตัวอำแดงเหมือนไปยังบ้านเรือนนายภู และนายภูให้อำแดงเหมือนเข้าไปในห้องเรือน อำแดงเหมือนก็ไม่ยอมเข้าไป คงนั่งอยู่ที่ชานเรือนจนรุ่งเช้า มีชาวบ้านรู้เห็นเป็นจำนวนมาก แล้วอำแดงเหมือนก็กลับมายังบ้านเรือนบิดามารดาของตน

บิดามารดาของอำแดงเหมือนก็ด่าว่าทุบตีอำแดงเหมือนอีก แล้วให้นายภูมาฉุดเอาตัวอำแดงเหมือนไปที่บ้านเรือนนายภู แต่อำแดงเหมือนไม่ยอมขึ้นเรือนนายภู หากกลับมายังบ้านเรือนบิดามารดาของตน บิดามารดาของอำแดงเหมือนโกรธด่าว่าทุบตีอำแดงเหมือนอีก แล้วว่าถ้าอำแดงเหมือนไม่ยอมเป็นภรรยานายภูจะเอาปืนยิงอำแดงเหมือนให้ตาย

อำแดงเหมือนกลัวจึงหนีไปหานายริดได้ 2-3 วัน บิดามารดาของอำแดงเหมือนให้คนมาบอกนายริดว่า ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาตน

นายริดก็ให้เถ้าแก่ 2 คนเอาดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมาบิดามารดาของอำแดงเหมือน บิดามารดาของอำแดงเหมือนจึงพาเถ้าแก่พร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียนไปที่บ้านกำนัน ซึ่งนายภูได้ไปคอยอยู่ก่อนแล้ว นายภูจึงขออายัดตัวเถ้าแก่ไว้แก่กำนัน

ต่อมามีหมายจากปลัดเมืองนนทบุรีไปจับกุมอำแดงเหมือน นายริด และบิดามารดาของนายริด มายังศาลากลางเมืองนนทบุรี เพื่อสู้ความกับนายภูที่ฟ้องร้องให้เปรียบเทียบตัดสินว่าอำแดงเหมือนเป็นภรรยาของตน

อำแดงเหมือนให้การต่อหลวงสยามนนทเขตรขยัน ปลัดเมืองนนทบุรี และกรมการเมืองนนทบุรีว่าตนหาได้รักใคร่ยอมเป็นภรรยานายภูไม่

พระนนทบุรีเจ้าเมืองนนทบุรีและกรมการเมืองนนทบุรีได้เปรียบเทียบตัดสินว่า ถ้านายภูสาบานได้ว่าอำแดงเหมือนได้ยอมเป็นภรรยานายภู ก็ให้นายริดแพ้ความนายภู แต่นายภูไม่ยอมสาบาน

ครั้นจะเปรียบเทียบตัดสินว่า ถ้าอำแดงเหมือนสาบานได้ว่าไม่ได้ยอมเป็นภรรยานายภู ก็ให้นายภูยอมเลิกเป็นความแก่กัน นายภูไม่ยอมให้อำแดงเหมือนสาบาน จึงไม่อาจเปรียบเทียบตัดสินได้

ภายหลังนายภูกลับมาฟ้องร้องกล่าวโทษนายริด บิดามารดาของนายริด และเถ้าแก่ฝ่ายนายริด 2 คนต่อ กรมการเมืองนนทบุรีอีกว่า คนเหล่านี้ได้ลักพาอำแดงเหมือนภรรยาตนไป ขอให้ส่งตัวอำแดงเหมือนคืนแก่ตน

พระนนทบุรีเจ้าเมืองนนทบุรีและกรมการเมืองนนทบุรีจึงไปจับตัวนายริด บิดามารดาของนายริด และเถ้าแก่ฝ่ายนายริด 2 คนมาไว้ แล้วบังคับให้นายริดส่งตัวอำแดงเหมือนให้แก่ตระลาการ ส่วนนายริด บิดามารดาของนายริด และเถ้าแก่ฝ่ายนายริด 2 คน ก็เข้าสู้ความกับนายภู

อำแดงเหมือนได้ให้การต่อตระลาการว่าตนหาได้เป็นภรรยานายภูไม่ ตระลาการให้นายเปี่ยมพธำมรงคุมตัวอำแดงเหมือนไปกักขังไว้ในตะราง ระหว่างนั้นมารดาของอำแดงเหมือนมาขู่เข็ญให้อำแดงเหมือนยอมเป็นภรรยานายภู อำแดงเหมือนก็ไม่ยอม อำแดงเหมือนได้เตือนให้ตระลาการชำระความต่อไป ตระลาการก็ไม่ชำระความให้ และนายเปี่ยมพธำมรงก็คุมตัวอำแดงเหมือนไว้โดยแกล้งใช้ให้ทำการงานต่าง ๆ จนอำแดงเหมือนเหลือทนเพราะได้รับความทุกข์ร้อนมาก

ในที่สุดอำแดงเหมือนจึงได้หนีมาทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าตนไม่ยอมเป็นภรรยานายภู ตนสมัครใจเป็นภรรยานายริดต่อไป ขอพระบารมีปกเกล้าฯ เป็นที่พึ่งของตน

พระราชวินิจฉัยในรัชกาลที่ 4 

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชวินิจฉัยฎีการ้องทุกข์รายนี้ โดยมีพระราชหัตถเลขาสลักหลังฎีกาว่า ถ้าเรื่องที่กล่าวในฎีกานี้ไม่ผิดไปจากความเป็นจริงมากนัก ก็ให้จมื่นราชามาตย์กับนายรอดมอญมหาดเล็ก ขึ้นไปจัดการตัดสินให้อำแดงเหมือนเป็นภรรยานายริดตามความสมัครใจ เพราะอำแดงเหมือนอายุมากถึง 20 ปีเศษแล้ว ควรจะหาสามีตามใจชอบได้ แต่ให้นายริดเสียเงินค่าละเมิดให้แก่บิดามารดาของอำแดงเหมือน 1 ชั่ง และให้แก่นายภู 10 ตําลึง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนั้นให้นายริดเสียแทนบิดามารดาของอำแดงเหมือนและนายภูด้วย แล้วให้คดีความเป็นอันเลิกแล้วแก่กันทั้งเรื่อง

นอกจากนี้ ยังมีพระราชหัตถเลขาสลักหลังฎีกาต่อไปซึ่งมีผลเป็นการแก้ไขหรือกลับหลักกฎหมายที่มีอยู่เดิม ว่าถ้าความเป็นจริงแตกต่างไปจากเรื่องที่กล่าวในฎีกานี้ ก็ให้ตัดสินตามหลักเกณฑ์ที่พระราชทานไว้ 2 ประการดังนี้

ประการแรก คงจะเป็นเพราะบิดามารดาของอำแดงเหมือนยอมยกอำแดงเหมือนให้แก่นายภูโดยมีค่าตอบแทน จึงต้องยอมให้นายภูมาฉุดอำแดงเหมือนไป (คือกรณีมิใช่เป็นการยกบุตรหญิงให้เป็นภรรยาชายตามปกติธรรมดา แต่เป็นการขายบุตรหญิงให้แก่ชาย ซึ่งบิดามารดามีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมายลักษณะกู้หนี้ข้อ 21 ที่ว่า “ถ้าผัวแลบิดามานดาแลนายเงินทำสารกรมทันเอาชื่อลูกเมียทาษไทใส่ในสารกรมทันกู้นั้นด้วย ท่านว่าเปนสิท แม้นแลเจ้าสีนบอกก็ดี มิได้บอกก็ดี แก่ผู้ซึ่งมีชื่อในสารกรมทันนั้น ท่านให้เสียโดยกระบิลคนซึ่งถือนั้น” [1] – ผู้เขียน)

ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ให้ตัดสินว่าบิดามารดาไม่ได้เป็นเจ้าของบุตรชายบุตรหญิงเหมือนกับคนเป็นเจ้าของโคกระบือช้างม้าจะตั้งราคาขายตามใจชอบได้ หรือเหมือนกับนายเงินเป็นเจ้าของทาสที่มีค่าตัวเกิดยากจนจะขายทาสนั้นตามค่าตัวเดิมได้ เมื่อบิดามารดาเกิดยากจนจะขายบุตร ต่อเมื่อบุตรยอมให้ขายจึงขายได้ ถ้าไม่ยอมให้ขายก็ขายไม่ได้ หรือยอมให้ขายถ้าบุตรยอมรับหนี้ค่าตัวเพียงเท่าไรก็ขายได้แต่เพียงเท่านั้น กฎหมายเก่าว่าไว้อย่างไรผิดไปจากนี้ มิให้นำมาใช้

ดังนั้น ถ้าบิดามารดาของอำแดงเหมือนเอาชื่ออำแดงเหมือนไปขายให้แก่นายภูเป็นเงินเท่าไร ก็ให้บิดามารดาของอำแดงเหมือนใช้เงินนั้นให้แก่นายภูเอง อย่าให้นายริดและอำแดงเหมือนต้องใช้ เพราะเห็นชัดว่าอำแดงเหมือนไม่ยอมให้บิดามารดาเอาชื่อตนไปขาย

การที่อำแดงเหมือนหนีบิดามารดาตามนายริดไปนั้น ถ้าอำแดงเหมือนเอาเงินทองสิ่งของของบิดามารดาติดตัวไปด้วยโดยบิดามารดาไม่ยอมให้เอาไป ก็ให้อำแดงเหมือนรีบคืนให้แก่บิดามารดา เว้นแต่ผ้านุ่งห่มและเงินหรือสิ่งของราคาสัก 3 ตำลึงให้บิดามารดาลดให้อำแดงเหมือน เพื่อจะได้เป็นเสบียงเลี้ยงตัวอยู่ราว 1-2 เดือนจนกว่าจะมีที่ทำมาหากินกับนายริด ส่วนความวิวาทอายัดและฟ้องเถ้าแก่ฝ่ายนายริดนั้นให้เลิกเสียทั้งหมด

ประการที่สอง ตามลัทธิธรรมเนียมของผู้ชายในบ้านเมืองทุกวันนี้ พอใจว่าหญิงคนใดชายได้พาเข้าไปในที่ลับจับต้องถึงตัวแล้ว ถือว่าชายนั้นเป็นผัว คู่ความก็ฟ้องร้องกันมาอย่างนั้น ผู้ตัดสินก็ว่าอย่างนั้น แล้วตัดสินให้ผัวเป็นเจ้าของและให้เมียเป็นเหมือนสัตว์เดรัจฉาน (ลัทธิธรรมเนียมนี้สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากสุภาษิตกฎหมายที่ปรากฏในกฎหมายลักษณะผัวเมียข้อ 82ว่า “เป็นสัตรีภาพ อย่าให้มีชายสัมผัดถูกต้องตัวถึงสอง” [2] – ผู้เขียน)

เพราะลัทธิธรรมเนียมอย่างนั้นจึงได้มีการตัดสินในสมัยหนึ่งให้เลิกกฎหมายเก่าว่าหญิงหย่าชายหย่าได้นั้นให้ยกเสีย ความจริงที่ว่าอย่างนั้นไม่ยุติธรรม การให้หญิงหย่าชายหย่าได้ตามกฎหมายเก่านั้นชอบด้วยยุติธรรมอยู่ให้เอาเป็นเกณฑ์ ความเรื่องนี้ที่กรมการเมืองนนทบุรีเปรียบเทียบตัดสินว่าเป็นเมียหรือมิได้เป็นเมียโดยการให้ชายหรือหญิงสาบานนั้นให้ยกเสีย ให้ถือเอาความสมัครใจของหญิงเป็นเกณฑ์ว่าจะยอมเป็นเมียชายหรือไม่

หญิงใดมีชายมาขอ บิดามารดายกหญิงนั้นให้ชายและหญิงนั้นยินยอมไปอยู่กับชาย มีผู้รู้เห็นเป็นจำนวนมากว่า 2 คน นั้นเป็นผัวเมียกัน หญิงและชายได้ร่วมสุขร่วมทุกข์มีทุนรอนเดียวกันอยู่เป็นเวลานานหลายวันหลายเดือนเป็นที่ประจักษ์แจ้งแก่คนรอบบ้านรอบเมือง ไม่มีใครโต้แย้ง จึงควรตัดสินว่าหญิงและชายนั้นเป็นผัวเมียกัน แต่ในความเรื่องนี้หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ จึงต้องให้เป็นไปตามความสมัครใจของหญิง…

คดีอำแดงเหมือนในรัชกาลที่ 4 ปรากฎในประกาศพระราชบัญญัติลักภา ว่า

“มีพระบรมราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาท ให้ประกาศแก่ลูกขุนตระลาการโรงศาลแสราษฎรในกรุงแลหัวเมืองให้ทราบทั่วกันว่า เมื่อวันอาทิตย์ เดือนอ้าย แรมเจ็ดค่ำ ปีฉลู สัปตศก 15 เสด็จออกณพระที่นั่งสุทไธยสวริย์ มีหญิงสาวคนหนึ่งทำเรื่องราวมาทูลเกล้าฯ ถวายความในฎีกาดังนี้

ข้าพระพุทธเจ้าอำแดงเหมือน เปนบุตรนายเกดอำแดงนุ่ม อายุข้าพระพุทธเจ้าได้ 21 ปี ตั้งบ้านเรือนอยู่บางม่วง แขวงเมืองนนทบุรี มีความทุกข์ร้อน ขอพระราชทานพระบรมราชวโรกาศถวายเรื่องราวให้ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท พระราชอาญาเป็นล้นเกล้าฯ เดิมข้าพระพุทธเจ้ากับนายริดรักใคร่เปนชู้กัน บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าหารู้ไม่ ครั้นอยู่มาณเดือน 4 ปีชวดฉศก 14 นายภูให้เถ้าแก่มาขอข้าพระพุทธเจ้าแต่บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาก็ยอมจะให้ข้าพระพุทธเจ้าเปนภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้ารู้ความว่าบิดามารดาจะยกข้าพระพุทธเจ้าให้เปนภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอม บิดามารดาโกรธด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้า

ครั้นณเดือน 4 แรม 11 ค่ำ ปีชวดฉศก 14 เวลาพลบค่ำ บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าให้นายภูฉุดตัวข้าพระพุทธเจ้าไปที่บ้านเรือนนายภู ๆ ให้ข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปในห้องเรือน ข้าพระพุทธเจ้าไม่ไป ข้าพระพุทธเจ้าก็นั่งอยู่ที่ชานเรือนนายภูจนรุ่งขึ้นเวลาเช้า ชายหญิงชาวบ้านได้รู้เห็นเปนอันมาก แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็กลับมาบ้านเรือนบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาก็ด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้าอีก จะให้ข้าพระพุทธเจ้ายอมเปนภรรยานายภูให้จงได้ แล้วบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าให้นายภูฉุดตัวข้าพระพุทธเจ้าไปที่บ้านเรือนนายภูอีกครั้งหนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าก็หาได้ขึ้นไปบนเรือนนายภูไม่ แล้วข้าพระพุทธเจ้าก็กลับมาบ้านเรือนบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า

บิดามารดาโกรธด่าว่าทุบตีข้าพระพุทธเจ้า แล้วว่าถ้าข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอมเป็นภรรยานายภู จะเอาปืนยิงข้าพระพุทธเจ้าให้ตาย ข้าพระพุทธเจ้ากลัวก็หนีไปหานายริดชู้เดิมข้าพระพุทธเจ้าได้สองสามวัน บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าสั่งผู้มีชื่อให้บอกนายริด ให้เอาดอกไม้ธูปเทียนมาษะมาบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า นายริดก็ให้ผู้มีชื่อเถ้าแก่เอาดอกไม้ธูปเทียนมาษะมาบิดามารดาข้าพระพุทธเจ้า บิดามารดาข้าพระพุทธเจ้าจึ่งภาเถ้าแก่เอาดอกไม้ธูปเทียนไปที่บ้านกำนัน ในเวลานั้นนายภูไปคอยอยู่ที่บ้านกำนัน นายภูจึ่งอายัดตัวเถ้าแก่ไว้แก่กำนัน

ครั้นณเดือน 7 ปีฉลู สัปตศก 15 มีหมายหลวงสยามนนทเขตรขยันปลัดไปเกาะ ข้าพระพุทธเจ้ากับนายริดกับบิดามารดานายริดมาที่ศาลากลางเมืองนนทบุรี หลวงปลัดแลกรมการถามข้าพระพุทธเจ้า ๆ ให้การว่า ข้าพระพุทธเจ้าหาได้รักใคร่ยอมเปนภรรยานายภูไม่ พระนนทบุรีแลกรมการเปรียบเทียบตัดสินว่า ถ้านายภูสาบานตัวได้ว่าข้าพระพุทธเจ้าได้ยอมเปนภรรยานายภู ให้นายริดแพ้ความนายภู ๆ ไม่ยอมสาบาน แล้วกรมการเปรียบเทียบว่า ถ้าข้าพระพุทธเจ้าสาบานตัวได้ว่าไม่ได้ยอมเปนภรรยานาย ให้นายภูยอมแล้วความแก่กัน นายภูก็หายอมให้ข้าพระพุทธเจ้าสาบานไม่

ครั้นเดือน 8 ขึ้น 2 ค่ำ ปีฉลูสัปตศก 15 นายกูกลับฟ้องกล่าวโทษนายริดกับบิดามารดานายริดกับผู้มีชื่อเถ้าแก่ 2 คน ความมีแจ้งอยู่ในฟ้องนายภูนั้นแล้ว พระนนทบุรีแลกรมการเกาะได้ตัวนายริดกับบิดามารดานายริดกับผู้มีชื่อเถ้าแก่ 2 คนมาแล้ว บังคับให้นายริดส่งตัวข้าพระพุทธเจ้า นายริดก็ส่งตัวข้าพระพุทธเจ้าให้ตระลาการ นายริดกับบิดามารดานายริดและผู้มีชื่อเถ้าแก่ 2 คนก็เปนคู่สู้ความกับนายภู แต่ตัวข้าพระพุทธเจ้าได้ให้การไว้ต่อตระลาการเป็นความสัตย์ความจริง ข้าพระพุทธเจ้าหาได้เปนภรรยานายภูไม่ แจ้งอยู่ในคำให้การนั้นแล้ว

นายเปี่ยมพธำมรงคุมตัวข้าพระพุทธเจ้ากักขังไว้ที่ตราง แล้วมารดาข้าพระพุทธเจ้าก็มาด่าขู่เขนจะให้ข้าพระพุทธเจ้ายอมเปนภรรยานายภูให้จงได้ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอม ข้าพระพุทธเจ้าเตือนให้ตระลาการชำระความต่อไป ก็ไม่ชำระให้ นายเปี่ยมพธำมรงก็คุมตัวข้าพระพุทธเจ้ากักขังไว้แกล้งใช้การงานต่าง ๆ เหลือทนได้ความทุกข์ร้อนนัก ข้าพระพุทธเจ้าจึ่งได้หนีมาทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวาย พระราชอาญาเปนล้นเกล้าฯ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ยอมเป็นภรรยานายภู ข้าพระพุทธเจ้าสมัคเปนภรรยานายริด ชู้เดิมของข้าพระพุทธเจ้าต่อไป ขอพระบารมีปกเกล้าฯ เปนที่พึ่ง ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ขอเดชะ…”

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ “ฎีกาของอำแดงเหมือนในรัชกาลที่ 4 กับการพลิกคดีอำแดงป้อมในรัชกาลที่ 1” เขียนโดย กำธร เลี้ยงสัจธรรม เผยแพร่ในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม ฉบับธันวาคม 2555

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กรกฎาคม 2564 จัดย่อหน้าใหม่และเน้นคำใหม่โดยกองบรรณาธิการ

 

เชิงอรรถ :

[1] สถาบันปรีดี พนมยงค์. กฎหมายตรา 3 ดวง ฉบับพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง แก้ไขปรับปรุงใหม่. เล่ม 2. น. 160.

[2] เรื่องเดียวกัน น. 40.

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_71247

The post ย้อนคดีอำแดงเหมือน เมื่อหญิงสาวลุกขึ้นสู้ ไม่ยอมถูกคลุมถุงชนให้ชายที่ตัวไม่รัก appeared first on Thailand News.