คนไทยหรือเปล่า? คำถามจำเป็นในอดีต เมื่อมีสัญญาเบาริ่ง

คนไทยหรือเปล่า? คำถามจำเป็นในอดีต เมื่อมีสัญญาเบาริ่ง

(ภาพประกอบเนื้อหา) ชาวบ้านมารับเสด็จรัชกาลที่ 5 ณ วัดป่าโมก เมืองอ่างทอง

 

สมัยรัชกาลที่ 4 สยามตกลงทำ “สนธิสัญญาเบาริ่ง” ทำให้คนต่างชาติเข้ามาถิ่นฐานมากขึ้น ชาวต่างชาติเหล่านี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองอันเป็นสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งรวมไปถึงคนในบังคับของประเทศต่างๆ เหล่านั้น โดยไม่เลือกเชื้อชาติที่เรียกว่า “สัปเยก” คนต่างประเทศและคนในบังคับนี้มีสิทธิพิเศษ คืออยู่ภายใต้กฎหมายของประเทศต้นสังกัด ไม่ต้องขึ้นศาลไทย และมีสิทธิพิเศษอีกหลายอย่าง เช่น ไม่ต้องถูกเกณฑ์แรงงาน, ไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร, มีเสรีภาพในการนับถือศาสนา (คริสต์) เป็นต้น

ความในสนธิสัญญาฉบับนี้จึงยังมีผลบังคับใช้เรื่อยมา จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 6 ที่โลกกำลังตื่นในลัทธิชาตินิยมก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ขณะที่บทบาทและจำนวนของคนต่างชาติ และคนในบังคับต่างชาติมีจำนวนมากขึ้นทุกวัน รัฐบาลสยามจึงออก “พระราชบัญญัติสัญชาติ” ขึ้นเป็นครั้งแรกใน พ.ศ. 2456 เพื่อจำแนกแยกแยะความเป็น “คนไทย” และ “คนในบังคับต่างประเทศ” ให้ชัดเจนในทางกฎหมาย ซึ่งโดยหลักเกณฑ์นั้นอาศัยชาติกำเนิด และถิ่นกำเนิดเป็นหลักในการพิจารณา

หนังสือลักษณการเกี่ยวข้องแก่คนบังคับต่างประเทศ ตามสัญญาทางพระราชไมตรี

 

หลักเกณฑ์นี้นำมาตีพิมพ์อธิบายความอยู่ในหนังสือ “ลักษณการเกี่ยวข้องแก่คนบังคับต่างประเทศ ตามสัญญาทางพระราชไมตรี” โดย มหาอำมาตย์ตรี พระยาสุนทรพิพิธ (ชิต สุนทรวร) เป็นผู้รวบรวมข้อกฎหมาย สนธิสัญญาต่างๆ เพื่อบรรยายให้กับคณะนายตำรวจนครบาล และตำรวจภูธร หนังสือเล่มนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์ขึ้นใหม่ในงานพระราชทานเพลิงศพหม่อมหลวงพีระพงศ์ เกษมศรี อดีตราชเลขาธิการ ในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2543 โดยพิมพ์ตามต้นฉบับเดิม ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 ปี 2515 ขนาด 8 หน้ายก

เนื้อหาภายในเล่มว่าด้วยเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าใครคือคนต่างชาติ เรื่องการเปลี่ยนโอนสัญชาติ ซึ่งหนังสือเล่มนี้เรียกว่า “การเปลี่ยนชาติ” เรื่องข้อกำหนดการขึ้นศาลของคนต่างชาติ ตามสนธิสัญญาทางพระราชาชไมตรี หรือเป็นการสรุปเนื้อหาว่าด้วยเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตนั่นเอง

เหตุที่ต้องแยกแยะคนไทยและคนต่างชาติให้ชัดเจน ก็เพื่อที่เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลสยามจะได้ปฏิบัติต่อบุคคลเหล่านั้นได้ถูกต้องตามกฎหมาย และสนธิสัญญาที่ทำกันไว้ระหว่างรัฐต่อรัฐ นี่คือเหตุผลที่ต้องรู้ให้ชัดเจนว่า ใครคือคนไทย และใครคือคนต่างชาติ

ในภาคที่ 1 ของหนังสือเล่มนี้ เป็นเรื่องคนต่างชาติ ได้ระบุไว้ว่าคนต่างชาติคือคนที่ไม่ใช่สัญชาติไทยทั้งหมดเป็นคนต่างชาติ โดยอ้างการกำหนดสัญชาติไทยจากพระราชบัญญัติสัญชาติ พุทธศักราช 2456 มาตรา 3 ว่า

บุทคนเหล่านี้ได้บัญญัติว่าเปนคนไทย คือ

1. บุทคนผู้ได้กำเนิดแต่บิดาเปนคนไทย แม้เกิดในพระราชอาณาจักรสยามก็ดี เกิดนอกพระราชอาณาจักร์ก็ดี

2. บุทคนผู้ได้กำเนิดแต่มารดาเปนคนไทย แต่ฝ่ายบิดาไม่ปรากฏ

3. บุทคนผู้ได้กำเนิดในพระราชอาณาจักร์สยาม

4. หญิงต่างชาติผู้ได้ทำงานสมรสกับคนไทยตามกฎหมายประเวณี

5. คนต่างประเทศผู้ได้แปลงชาติมาถือเอาสัญชาติไทยตามพระราชบัญญัติ

ยังมีคนอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ใช่คนไทย หรือคนต่างชาติ คือ “คนต่างประเทศ” โดยถือเอาคนที่อยู่ในการปกครองของประเทศที่มีสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีกับสยาม ซึ่งขณะนั้นมีอยู่ 12 ประเทศ คือ 1. อเมริกา 2. โปรตุเกส 3. ฮอลันดา 4. สวีเดน 5. เบลเยียม 6. อิตาลี 7. สเปน 8. รัสเซีย 9. ญี่ปุ่น 10. ฝรั่งเศส 11. อังกฤษ 12. เดนมาร์ก บุคคลของประเทศเหล่านี้มีสนธิสัญญาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตกับสยาม ถือเป็น “คนต่างประเทศ”

นอกจากนี้ยังมีคำอธิบายในหนังสือเล่มนี้ถึงข้อปลีกย่อยที่กำหนดให้บุคคลนั้นเป็น “คนไทย” แตกต่างกันตามสนธิสัญญาที่ทำไว้ตามแต่ละประเทศ เช่น หญิงไทยแต่งงานกับ “ฝรั่ง” หรือคนในบังคับฝรั่ง ให้ถือสัญชาติตามสามี แต่ในรุ่นลูกรุ่นหลานนั้นยังต้องดูรายละเอียดต่อไปอีก เช่น ชาวอังกฤษแต่งงานถูกต้องตามกฎหมายกับหญิงไทย มีบุตรเกิดมาจดทะเบียนเป็นคนบังคับอังกฤษได้ หากบุตรผู้นี้เติบโตขึ้นแต่งงาน มีบุตรต่อมาอีกเป็นหลานก็ยังจดทะเบียนเป็นคนบังคับอังกฤษได้อยู่ แต่หลังจากชั้นนี้คือชั้นเหลน ให้ถือเป็นคนไทย นี่คือหลักเกณฑ์ที่ฝรั่งแต่งงานกับคนไทย

แต่หากคนบังคับอังกฤษ เช่น พม่าหรือชาวเอเชียอื่นๆ แต่งงานกับสาวไทย ลูกที่เกิดมาในสยามจดทะเบียนเป็นคนบังคับอังกฤษได้ แต่หลานที่เกิดในสยามต้องเป็นคนไทย

ส่วนเรื่องการที่ฝรั่งจะ “แปลงชาติ” เป็นคนไทยนั้นต้องผ่านคุณสมบัติหลายข้อ เช่น ต้องอยู่ในกรุงสยามไม่น้อยกว่า 5 ปี มีความประพฤติดี และที่สำคัญต้องได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเท่านั้น คือจะต้องมีการถือน้ำสาบานตัว ส่วนในชั้นลูกหรือหลานนั้น มีตัวอย่างในหน้า 46 ดังนี้

“นาย ก. เป็นชาวอังกฤษ ได้แปลงชาติเปนคนไทย ภรรยานาย ก. กับบุตร์ซึ่งมีอายุได้ 2 ปี ต้องเป็นคนไทยด้วย แต่ต่อไปเมื่อบุตร์นั้นมีอายุถึง 21 ปี เป็นผู้ใหญ่บริบูรณ์ตามกฎหมาย มีความประสงค์จะคงถือสัญชาติเปนคนอังกฤษตามเดิมก็ได้ แต่ต้องร้องต่อเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศภายใน 1 ปี ตั้งแต่เวลาที่บุตร์นั้นมีอายุครบ 21 ปี เปนต้นไป คือ ต้องร้องภายในอายุ 22 ปี ถ้าเกิน 1 ปี จนถึงอายุ 23 ปีแล้ว จะร้องขอกลับเปนคนอังกฤษไม่ได้ ต้องเปนคนไทย”

การเป็นคนต่างประเทศ ไม่ว่าโดยชาติกำเนิด หรือโดยการแปลงชาตินั้น สิทธิต่างๆ ก็จะขึ้นอยู่กับข้อความในสนธิสัญญาที่ทำกันไว้ เช่น สิทธิในการถือครองที่ดิน ซึ่งกำหนดไว้ตรงตามสนธิสัญญาเบาริ่ง คือตั้งแต่กำแพงพระนครออกไป 200 เส้น ห้ามขายให้คนในบังคับต่างประเทศแต่เช่าได้ นอกเขต 200 เส้น ในระยะแจวเรือ 24 ชั่วโมงนี้ให้ซื้อขายได้ พ้นจากระยะแจวเรือ 24 ชั่วโมงนี้ห้ามซื้อขายและห้ามอยู่อาศัย หรือในเรื่องการขึ้นศาล ซึ่งถือหลักว่า ถ้าโจทก์เป็นฝรั่ง จำเลยเป็นคนไทยก็ขึ้นศาลไทย ถ้าโจทก์เป็นคนไทย จำเลยเป็นฝรั่งก็ให้สถานกงสุลจัดการ

นี่คือความจำเป็นในขณะนั้นที่ต้องถามว่า “คนไทยหรือเปล่า” เพราะเป็นเรื่องที่ผูกพันอยู่กับสนธิสัญญาซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก หลายครั้งที่ชาติมหาอำนาจใช้การผิดสัญญาเล็กๆ น้อยๆ เป็นข้ออ้างในการยึดครองประเทศ โดยอ้างว่าเพื่อปกป้องคนในบังคับ

 

ข้อมูลจาก

หลง ใส่ลายสือ. “ถามทำไมคนไทยหรือเปล่า” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนกันยายน 2546

เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 ธันวาคม 2564

Source: https://www.silpa-mag.com/history/article_78978

The post คนไทยหรือเปล่า? คำถามจำเป็นในอดีต เมื่อมีสัญญาเบาริ่ง appeared first on Thailand News.