กัมพูชาเดินหน้าสร้างชาติ-ต่อสู้โลกร้อน มุ่งปกป้อง “บ้าน” ของทุกคน

กัมพูชาเดินหน้าสร้างชาติ-ต่อสู้โลกร้อน มุ่งปกป้อง “บ้าน” ของทุกคน

ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางอาวุธทั่วโลก สมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้กล่าวในนามของประเทศที่ฟื้นคืนจากเถ้าถ่านแห่งความขัดแย้งที่รุนแรงจนไม่อาจอธิบายออกมาเป็นคำพูด โดยระบุว่า “กัมพูชาร่ำไห้ให้กับฝูงชนที่กำลังทุกข์ทรมาน การเลือกทำสงครามไม่อาจทำให้สงครามยุติลงได้ เราต้องยืนหยัดในความพยายามที่จะเติบโตและมุ่งมั่นเพื่ออนาคตที่ดีกว่าเดิม”

“อนาคตที่ดีกว่าต้องอาศัยสิ่งแวดล้อมที่ดี ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศควรเป็นสมรภูมิเดียวที่เราต้องต่อสู้และเอาชนะ” นายไสย สมาล รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของกัมพูชา กล่าว พร้อมกับระบุว่า การสร้างชาติและการต่อสู้กับภาวะโลกร้อนเป็นงานที่ยากลำบากและต้องทำควบคู่กันไป “จากผืนดินที่อาบไปด้วยเลือดของผู้บริสุทธิ์มากมายนับไม่ถ้วน กัมพูชาได้ฟื้นตัวและก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือธงนำเศรษฐกิจของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อประเทศสงบเราก็พบกับความเจริญรุ่งเรือง และความเจริญรุ่งเรืองก็ทำให้เราสามารถจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นศัตรูที่คุกคามเราทุกคน”

ในปี 2558 กัมพูชากลายเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางในระดับต่ำ (Lower Middle-Income) และถึงแม้เศรษฐกิจจะชะลอตัวเพราะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคระบาด แต่กัมพูชายังคงเดินหน้าสู่การเป็นประเทศที่มี “รายได้ปานกลาง” ภายในทศวรรษหน้า โดยเศรษฐกิจกัมพูชาเติบโตเฉลี่ยต่อปีเกิน 7% ในช่วงปี 2541-2562 และในขณะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากโรคระบาด กัมพูชาคาดว่าจะฟื้นสถานะเป็นหนึ่งในประเทศที่เติบโตอย่างรวดเร็วในระดับโลก ขณะเดียวกัน ธนาคารโลกระบุว่า “กัมพูชามีความก้าวหน้าอย่างมากในด้านการยกระดับสุขภาพแม่และเด็ก พัฒนาการเด็กปฐมวัย และการศึกษาขั้นพื้นฐานในพื้นที่ชนบท” โดยความก้าวหน้าเหล่านี้เกิดขึ้นได้เพราะประเทศมีความสงบสุขและมีการวางแผนเศรษฐกิจที่ดี ซึ่งเป็นรากฐานของการเติบโตอย่างยั่งยืน

สถานการณ์โรคระบาดครั้งใหญ่ตอกย้ำถึงความจำเป็นในการยกระดับการฟื้นตัว และย้ำเตือนว่าสิ่งแวดล้อมของเราจะเปราะบางมากขึ้นเพียงใดหากไม่มีการดูแล สถานการณ์โรคระบาดครั้งนี้หนักหน่วงมากและจะยังคงส่งผลกระทบต่อการเติบโตต่อไปอีกสักระยะ แต่ท้ายที่สุดก็จะผ่านพ้นไปได้ “เศรษฐกิจที่สดใสและยั่งยืนเป็นรากฐานสำคัญให้เราเดินหน้าสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อไป” นายไสย สมาล กล่าว “กว่า 70% ของชาวกัมพูชาที่เป็นหัวเรือหลักในการหาเลี้ยงครอบครัว สามารถต้านทานพายุและยังคงมีงานทำอยู่ ตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นในขณะที่เราฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องและเดินหน้าสร้างชาติ ซึ่งจะมีส่วนสนับสนุนความพยายามของเราในการปกป้องสถานที่ที่เราเรียกว่าบ้าน”

กัมพูชาให้คำมั่นว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 42% ของระดับการทำธุรกิจตามปกติภายในปี 2573 และบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 “การร่วมกันรณรงค์เพื่อต่อต้านผลพวงที่เลวร้ายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีศักยภาพในการเพิ่มจีดีพีของกัมพูชาเกือบ 3% ต่อปี และสร้างงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเกือบครึ่งล้านตำแหน่งภายในกลางศตวรรษนี้” นายไสย สมาล กล่าว “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่ศัตรูในจินตนาการ แต่เป็นการต่อสู้หนึ่งเดียวที่ต้องทำและนำพาเรามารวมตัวกัน”

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ: นายเนตร พักตรา โฆษกกระทรวงสิ่งแวดล้อมกัมพูชา อีเมล: pheaktra.neth@moe.gov.kh

Credit : ข่าวประชาสัมพันธ์กรมประชาสัมพันธ์กรุงเทพมหานคร : Read More